The Blue Passport & The Mission: โลกที่กว้างขึ้น กับหัวใจที่ชัดเจนกว่าเดิม ได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะผู้ได้รับ ทุนรัฐบาลอินเดีย (ITEC Scholarship) ในการพัฒนาศักยภาพนักบริหารระดับสูง หลักสูตร IPHEI ณ สถาบัน NIEPA กรุงนิวเดลี สถาบันหลักผู้กำหนดทิศทางการศึกษาในระดับโลก

Volunteer Stories | 19/04/2026 | |
The Blue Passport & The Mission: โลกที่กว้างขึ้น กับหัวใจที่ชัดเจนกว่าเดิม ได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะผู้ได้รับ ทุนรัฐบาลอินเดีย (ITEC Scholarship) ในการพัฒนาศักยภาพนักบริหารระดับสูง หลักสูตร IPHEI ณ สถาบัน NIEPA กรุงนิวเดลี สถาบันหลักผู้กำหนดทิศทางการศึกษาในระดับโลก

The Blue Passport & The Mission: โลกที่กว้างขึ้น กับหัวใจที่ชัดเจนกว่าเดิม

“จากความมุ่งมั่นสู่โอกาสระดับสากล” ในปี 2026 ข้าพเจ้าได้รับเกียรติสูงสุดในฐานะผู้ได้รับ ทุนรัฐบาลอินเดีย (ITEC Scholarship) เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทยในการพัฒนาศักยภาพนักบริหารระดับสูง หลักสูตร IPHEIสถาบัน NIEPA กรุงนิวเดลี สถาบันหลักผู้กำหนดทิศทางการศึกษาในระดับโลก

ตลอดการเดินทางใน "The India Chapter" ข้าพเจ้าไม่ได้เพียงแค่แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์กับผู้นำการศึกษาจาก 16 ประเทศ เพื่อหลอมรวมองค์ความรู้ด้านการบริหารนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังได้เปิดโลกทัศน์ผ่าน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สัมผัสอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และสร้าง มิตรภาพไร้พรมแดน กับเพื่อนต่างชาติทั่วทุกทวีป ซึ่งเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่หาไม่ได้จากตำราเล่มไหน

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่คือการเก็บเกี่ยว "อาวุธทางปัญญา" และแรงบันดาลใจ เพื่อกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการปฏิรูป โรงเรียนบ้านคลองมะนาว สู่มาตรฐานสากล นี่คือข้อพิสูจน์ว่า... ขนาดของโรงเรียนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อขนาดของวิสัยทัศน์ และเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลย่อมเข้าถึงโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ หากมีผู้นำที่พร้อมจะเรียนรู้และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

[The India Chapter: บันทึกก้าวที่กล้า... สู่บทเรียนชีวิตในแดนภารตะ]

ตอนที่ 0.1: "การเตรียมตัว... ในวันที่โอกาสมาเคาะประตู"

หลายคนมักกล่าวว่า "โอกาสมักจะเป็นของคนที่พร้อมเสมอ" แต่สำหรับข้าพเจ้า โอกาสครั้งนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือน "ครู" ที่มาเตือนสติว่า ข้าพเจ้าต้องขยันและเรียนรู้ให้มากกว่าที่เคยเป็นมา

เมื่อได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ อนุมัติให้เข้าร่วมหลักสูตร "International Programme on Institutional Planning for Heads of Educational Institutions" ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ความรู้สึกแรกไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่เป็นความรู้สึกถึง "ความรับผิดชอบ" อันยิ่งใหญ่ที่เพิ่มพูนขึ้น

ก้าวเล็กๆ ของผู้อำนวยการโรงเรียนชายแดน ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนาว ข้าพเจ้ามักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เราจะช่วยให้ลูกๆ นักเรียนมองเห็นโลกที่กว้างกว่าเดิมได้อย่างไร? คำตอบนั้นง่ายมาก คือ "เราต้องก้าวออกไปให้เห็นก่อน" เพื่อที่จะกลับมาบอกพวกเขาได้ว่า ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดไหนบนแผนที่โลก หากคุณไม่หยุดเรียนรู้ โลกใบนี้จะมีที่ว่างให้คุณเสมอ

เบื้องหลังรอยยิ้ม: การเตรียมตัวที่เข้มข้น ในระหว่างที่รอหนังสือเดินทางราชการ (พาสปอร์ตสีน้ำเงิน) งานเบื้องหลังที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังจดจ่ออยู่กับการร่าง Country Paper Presentation ซึ่งต้องรวบรวมข้อมูล โครงสร้างระบบการศึกษาของไทย อย่างละเอียดและประณีต

  • การตรวจสอบข้อมูล: ทุกรายละเอียดต้องแม่นยำ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตัวเอง แต่กำลังนำเสนอนวัตกรรมทางการศึกษาของชาติบนเวทีระดับสากล

  • การพัฒนาตนเอง: ทุกค่ำคืนคือเวลาของการฝึกฝนทักษะทางภาษาและเตรียมข้อมูล ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการไปในฐานะผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการไปในฐานะผู้ให้ เพื่อแบ่งปันความเป็นเลิศของครูไทยให้เพื่อนร่วมวิชาชีพจากทั่วโลกได้รับรู้

ความเชื่อมั่นบนเส้นทางสายวิชาการ ข่าวดีประการหนึ่งที่ช่วยให้ข้าพเจ้าคลายความกังวล คือการได้ทราบว่าจะมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเดินทางไปในนามตัวแทนประเทศไทยด้วย การได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุดมศึกษาระหว่างการเดินทาง จะช่วยเติมเต็มความรู้ที่ข้าพเจ้าจะนำกลับมาฝากเด็กๆ ของเราได้อย่างแน่นอน

บทเรียนจากก้าวแรก ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเดินทางไปไกลแค่ไหน แต่วัดที่ว่าเรา "เตรียมตัว" มาดีเพียงใด และเรามี "ความตั้งใจ" ที่จะส่งต่อสิ่งนั้นให้แก่ผู้ที่รอคอยเราอยู่มากน้อยเพียงใด

ข้าพเจ้าจะคอยอัปเดตเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้เป็นระยะ ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดความสำเร็จ แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า "พวกเราทุกคนทำได้" หากเรากล้าพอที่จะเริ่มก้าวแรก

ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมายังโรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ ภารกิจเพื่อ "เมล็ดพันธุ์ทางปัญญา" ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

[The India Chapter : บันทึกก้าวที่กล้า... สู่บทเรียนชีวิตในแดนภารตะ]

ตอนที่ 0.3: "สัมภาระแห่งความรับผิดชอบ... จากคลองมะนาวสู่ใจกลางภารตะ"

เข็มนาฬิกากำลังนับถอยหลังสู่ 4 วันสุดท้ายก่อนออกเดินทางครับ...

บรรยากาศที่โรงเรียนบ้านคลองมะนาวในช่วงนี้ เต็มไปด้วยภารกิจที่เร่งเร้าพอๆ กับอุณหภูมิในเดือนเมษายน ในฐานะผู้บริหาร ผมรู้ดีว่านี่คือ "จุดเปลี่ยน" ที่สำคัญที่สุด ใจหนึ่งต้องจดจ่ออยู่กับการเตรียมตัวสู่เวทีโลก แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องวางรากฐานที่นี่ให้มั่นคงที่สุดในช่วงที่ผมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

โต๊ะทำงานของผมในวันนี้เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทั้งการประชุมสรุปงานกับคณะครูเพื่อถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา และการวางหมุดหมายสำหรับปีการศึกษาใหม่ที่กำลังจะถึง ผมใช้เวลาช่วงนี้เดินตรวจตรางานพัฒนาอาคารสถานที่เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะพร้อมที่สุดสำหรับวันเปิดเทอม

งานสุดท้ายที่สำคัญยิ่งคือ การประชุมร่วมกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อรายงานความสำเร็จของเด็กๆ และแจ้งกำหนดการเดินทางปฏิบัติราชการครั้งนี้ให้ชุมชนได้รับทราบ พร้อมกันนั้นผมได้มอบหมายงานรักษาการแทนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ฟันเฟืองทุกตัวของโรงเรียนยังคงหมุนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด

การจัดกระเป๋าที่เต็มไปด้วยความหมาย ในยามค่ำคืน การจัดกระเป๋าเดินทางกลายเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ทบทวนตัวเอง ผมบรรจงจัดวางชุดสูทสากลที่จะใช้บนเวทีนานาชาติ ณ สถาบัน NIEPA คู่กับยาสามัญประจำตัวที่จำเป็นต้องพกไปเผชิญกับหน้าร้อนที่ขึ้นชื่อของนิวเดลี

แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์และผมตั้งใจพกไปในฐานะ "ทูตวัฒนธรรม" คือ ผ้าขาวม้า OTOP จากบ้านหนองโกวิทย์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ครับ ผมอยากให้ผ้าทอผืนงามจากภูมิปัญญาชาวบ้านใกล้โรงเรียนเรา เป็นสื่อกลางสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน เป็นของที่ระลึกที่เปี่ยมด้วยความหมายที่จะมอบให้เพื่อนร่วมหลักสูตรจากนานาชาติ เพื่อบอกว่า "Soft Power" ของไทยเรานั้นงดงามเพียงใด

ภาพสะท้อนของการเดินทางสองช่วงวัย เมื่อมองดู พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ใบแรกในมือ ความทรงจำเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วก็ผุดขึ้นมาครับ... ครั้งนั้นผมเคยได้รับโอกาสจากทุนแสวงบุญมาเยือนแผ่นดินอินเดียเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อ "ขัดเกลาจิตใจ"

แต่ครั้งนี้ ภายใต้ทุน ITEC จากรัฐบาลอินเดีย ผมกลับมาในบทบาทที่ต่างออกไป คือการมาเพื่อ "พัฒนาปัญญา" ในระดับนักบริหาร ผมขอบคุณโอกาสครั้งที่สองนี้ที่ทำให้ผมได้กลับมาเยือนแผ่นดินที่คุ้นเคย ในมุมมองที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเดิม

บทสรุปของวันนี้: พาสปอร์ตพร้อม ตั๋วเครื่องบินพร้อม และที่สำคัญคือ "ความรับผิดชอบ" ที่ผมเตรียมส่งต่องานอย่างครบถ้วน ผมไม่ได้เดินทางเพื่อแสวงหาเกียรติยศส่วนตน แต่เดินทางเพื่อนำปัญญาและนวัตกรรมใหม่ๆ กลับมาสร้างโอกาสให้ลูกศิษย์ที่ผมรัก

"จากกี่ทอผ้าในหมู่บ้าน... สู่มาตรฐานสากลบนเวทีโลก... ก้าวต่อไปเริ่มต้นขึ้นแล้ว"

[The India Chapter: ทุนรัฐบาลอินเดีย 2026 – บันทึก ผอ.วิชัย]

บทที่ 3: Namaste India! จากรันเวย์สุวรรณภูมิ... สู่รั้วสถาบัน NIEPA นิวเดลี 30 มีนาคม 2569 | เวลา 07.00 น. (เวลาอินเดีย) ณ สถาบันวางแผนและบริหารการศึกษาแห่งชาติ (NIEPA) นิวเดลี

สวัสดีตอนเช้าจากอินเดียครับ! ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาในโพสต์ก่อนหน้านี้อย่างล้นหลามครับ พลังใจเหล่านี้ทำให้ผมมีแรงฮึดมากจริงๆ ส่วนตัวแล้วผมชอบบันทึกการเดินทางแบบนี้ไว้ เพราะมันไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือแรงบันดาลใจสำหรับก้าวต่อๆ ไปในอนาคตครับ

เช้าวันแรกของผมเริ่มต้นขึ้นหลังจากผ่านพ้นค่ำคืนที่ยาวนาน กว่าจะเช็คอินและได้เอนหลังนอนจริงๆ ก็ปาเข้าไปตี 3 ยอมรับเลยว่าเพลียครับ แต่ความตื่นเต้นนั้นมีมากกว่า ตอนนี้ผมเข้าพักที่หอนักศึกษานานาชาติของสถาบัน NIEPA บรรยากาศเรียบง่ายและเป็นกันเองมากครับ ชวนให้นึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับมาสวมบทบาท "นักเรียน" อีกครั้งอย่างเต็มตัว

สัมผัสแรกกับ IndiGo: ก้าวสู่เวทีระดับโลก ย้อนกลับไปเมื่อวาน การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทริปนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้ พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ทำให้ผ่านช่องทาง Fast Track ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการเริ่มต้นภารกิจที่ประทับใจมากครับ

ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางกับสายการบิน IndiGo ซึ่งมีรายละเอียดที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์มากครับ ตั้งแต่คู่มือความปลอดภัยรูปการ์ตูนชาวอินเดียไว้หนวด ไปจนถึงเกมทายปัญหาเกี่ยวกับอวกาศบนแก้วชามัสซาลา ช่วยให้การบิน 4 ชั่วโมงครึ่งไม่น่าเบื่อเลย ส่วนมื้อค่ำผมได้ลองสลัดไก่ (Chicken Supreme Salad) รสชาติถือว่าดีเลยครับ

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง: สัมภาระแห่งความห่วงใย ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ นอกจากเอกสารวิชาการแล้ว ผมยังเตรียม "ชุดอุปกรณ์เอาตัวรอด" มาเต็มที่ครับ ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแห้ง หน้ากากอนามัย และยาสามัญชุดใหญ่สำหรับ 2 สัปดาห์นี้ การได้แวะทานมื้อเช้าง่ายๆ ที่เซเว่นฯ ในสนามบินก่อนขึ้นเครื่อง ทำให้ผมมีเวลาทบทวนจนมั่นใจว่างานที่ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ถูกจัดสรรไว้อย่างเป็นระบบแล้ว เพื่อให้คณะครูและลูกๆ นักเรียนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในวันที่ผมไม่อยู่ครับ

Namaste นิวเดลี! และมิตรภาพที่เริ่มต้นขึ้น เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี (IGI) ในช่วงดึก (เวลาอินเดียช้ากว่าไทย 1 ชม. ครึ่ง) สนามบินที่นี่กว้างใหญ่และทันสมัยมากครับ ประทับใจรูปปั้น "มุทรา" (สัญลักษณ์รูปมือสีทอง) ที่ต้อนรับเราอย่างสง่างาม เมื่อผ่าน ตม. ออกมาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมงานของ NIEPA ครับ

ในกลุ่ม WhatsApp ผมเห็นรายชื่อเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 30 คน ซึ่งเป็นผู้นำทางการศึกษาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก! และที่โชคดีที่สุดคือทริปนี้มีคนไทยอีกท่านหนึ่งร่วมเดินทางด้วย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (ดร.) จากกระทรวง อว. ซึ่งอายุน้อยกว่าผมเพียงปีเดียว การมี "เพื่อนคู่คิด" ที่เป็นคนไทยด้วยกันแบบนี้ทำให้ผมอุ่นใจและมั่นใจมากครับ ว่าเราจะช่วยสนับสนุนกันและกันทั้งเรื่องวิชาการและการใช้ชีวิตที่นี่

โต๊ะทำงานแห่งความฝัน: ของขวัญจากประเทศไทย ตอนนี้ผมจัดโต๊ะทำงานในห้องพักเรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจพรุ่งนี้ และที่ขาดไม่ได้คือ "ของขวัญชิ้นเล็กๆ จากประเทศไทย" ที่ผมเตรียมมามอบให้เพื่อนร่วมคลาสชาวต่างชาติ เพื่อเป็นการเปิดบทสนทนาและสร้างมิตรภาพที่ดีตั้งแต่วันแรกครับ

แม้ตอนแรกจะ "No Idea" ว่าที่พักจะเป็นอย่างไร แต่บรรยากาศหอนักศึกษาที่คุ้นเคยทำให้ผมเชื่อมั่นว่า 12 วันต่อจากนี้ที่ NIEPA สถาบันระดับแนวหน้าของอินเดีย จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ล้ำค่าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับผู้นำทางการศึกษาจากทั่วโลกครับ

หัวใจของ "ตัวแทนประเทศไทย" พร้อมลุยเต็มที่ครับ! แล้วพบกันในบทเรียนวันแรกนะครับ!

[The India Chapter: ทุนรัฐบาลอินเดีย 2026 – บันทึก ผอ.วิชัย]

บทที่ 4: First Class... ก้าวแรกบนเวทีการศึกษาระดับโลก 30 มีนาคม 2569 | ณ สถาบัน NIEPA นิวเดลี

แม้จะได้พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง (เนื่องจากกว่าจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตี 3) แต่เช้านี้ผมตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ครับ เพราะวันนี้คือ "วันแรก" ของการฝึกอบรม ณ สถาบัน NIEPA ซึ่งเป็นสถาบันระดับชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถืออย่างสูงในด้านการวางแผนและบริหารจัดการศึกษาของอินเดีย

มิตรภาพไร้พรมแดน: 30 ชีวิต จาก 20 ประเทศ บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยพลังที่น่าตื่นเต้นครับ ผมได้พบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นผู้นำทางการศึกษาจาก 20 ประเทศ ทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งหมด 30 ท่าน โดยมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ อาทิ ชาด, อียิปต์, จาไมกา, เคนยา, ไลบีเรีย, มาลาวี, มอริเชียส, เมียนมา, รัสเซีย, แทนซาเนีย, ตุรกี, เติร์กเมนิสถาน, ยูกันดา, อินเดีย และอุซเบกิสถาน

วินาทีที่ผมแนะนำตัวว่ามาจาก "Thailand" ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุด พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจผมเสมอว่า ผมมาที่นี่ในฐานะตัวแทนของประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้กลับไปพัฒนาระบบการศึกษาบ้านเรา

บทเรียนแรก: บทบาทผู้นำและการวางแผนเชิงสถาบัน วันนี้เราเริ่มต้นเจาะลึกในหัวข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของการบริหาร:

  1. Role of Leadership and Management in Institutional Planning: การวิเคราะห์บทบาทสำคัญของผู้นำที่มีผลต่อการบริหารจัดการองค์กร

  2. Institutional Planning: กระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและนำไปปฏิบัติได้จริง

  3. Leadership and Governance: ภาวะผู้นำที่มาพร้อมกับระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้

วิทยากรทุกท่านถ่ายทอดความรู้ได้น่าสนใจและชวนติดตามมากครับ ทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ผู้บริหารยุคใหม่ต้องสามารถประสาน "ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์" เข้ากับ "เทคนิคการวางแผนที่เป็นระบบ" เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว

สัมผัสแรกกับอรรถรสแห่งอาหารอินเดียต้นตำรับ ในช่วงพักเที่ยง ผมได้ลิ้มลองอาหารอินเดียแบบต้นตำรับเป็นครั้งแรก รสชาติมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย แม้จะแตกต่างจากรสชาติที่คุ้นเคยในเมืองไทย แต่ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านสุนทรียศาสตร์ทางอาหาร (แต่ถึงอย่างนั้น ในห้องพักผมก็ยังมี "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เตรียมพร้อมไว้เป็นแผนสำรองนะครับ!)

ก้าวต่อไป... การเดินทางเพื่อการเรียนรู้ใน 12 วันนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ผมมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าจากทั้งเพื่อนร่วมวิชาชีพนานาชาติและวิทยากรระดับโลก เพื่อนำแรงบันดาลใจเหล่านี้กลับไปส่งต่อให้คณะครูและลูกๆ นักเรียนที่ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ครับ

ขอบคุณทุกกำลังใจจากประเทศไทยที่ส่งมาให้เสมอครับ!

[The India Chapter: บันทึกยามเย็น... มิตรภาพไทย-เคนยา ในใจกลางนิวเดลี]

30 มีนาคม 2569 | หลังเลิกเรียนวิชา Leadership & Management

เมื่อแดดร่มลมตกในเย็นวันนี้ ผมได้ชวนเพื่อนร่วมทางคนไทย รศ.ดร.สิรส (รุ่นน้องที่อายุห่างกันเพียงปีเดียว) พร้อมด้วยเพื่อนใหม่ Mr. Jeremiah ท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยฝึกอาชีพจาก ประเทศเคนยา ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวอินเดียที่ตลาดท้องถิ่นบริเวณรอบนอกรั้วสถาบัน NIEPA ครับ

ภารกิจเสบียงและ "ซิมโฟนีเสียงแตร" แห่งนิวเดลี เป้าหมายหลักของเราคือการตุนเสบียงครับ เย็นนี้ผมได้น้ำดื่มมา 1 แพ็ก และส้มสดๆ อีก 1 กิโลกรัม ระหว่างทางเราได้เห็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของชาวเดลี โดยเฉพาะ "เสียงแตร" ที่ดังระงมเป็นจังหวะตลอดเวลาจนกลายเป็นเรื่องปกติของที่นี่ไปแล้ว แต่นี่แหละครับคือสีสันและจังหวะชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของนิวเดลีที่ทำให้พวกเราตื่นตาตื่นใจมาก

บทเรียนนอกห้องเรียน: วัฒนธรรมคือส่วนหนึ่งของการศึกษา การมาเรียนรู้ระบบการศึกษาในระดับนานาชาติครั้งนี้ ผมตระหนักว่าเราต้องทำความเข้าใจมากกว่าแค่สิ่งที่อยู่ในตำราครับ การจะ "เข้าถึงหัวใจของการศึกษา" จำเป็นต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมที่หลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการกินที่แตกต่าง หรือวิถีชีวิตที่เราไม่คุ้นเคย การเปิดใจยอมรับความต่างนี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญของการสร้างความร่วมมือทางการศึกษาระดับโลก

ตะลุย Street Food และเสบียง "กันเหนียว" จากเมืองไทย เราสามคนเดินชมตลาดพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารโรงเรียนระหว่างไทยกับเคนยาอย่างออกรส และที่ขาดไม่ได้คือการลอง "Street Food" ของจริง! โดยเราเน้นเลือกร้านที่ดูสะอาด ปรุงสุกใหม่ และที่สำคัญคือต้อง "การ์ดไม่ตก" เรื่องสุขอนามัย เจลล้างมือต้องพร้อมตลอดเวลาครับ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมอุ่นใจที่สุดคือในห้องพักยังมีเสบียงไม้ตายที่เตรียมมาจากบ้านอย่าง "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" และ "ข้าวกระยาสารท" ของโปรดครับ เอาไว้ทาน "กันเหนียว" ในมื้อที่ไม่ถูกปากหรือหิวช่วงดึก รสชาติไทยๆ ที่คุ้นเคยนี่แหละครับที่ช่วยเติมพลังให้ผมพร้อมสู้ต่อในวันพรุ่งนี้

ความภูมิใจในฐานะตัวแทนประเทศไทย มิตรภาพที่เกิดขึ้นในเย็นวันนี้ทำให้เห็นว่า "การศึกษา" คือภาษาสากลที่เชื่อมเราเข้าด้วยกันได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเคนยา เราต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาเด็กๆ คืนนี้ผมเตรียมแลกเงินเพื่อเตรียมตัวสำหรับ "วันหยุด" พรุ่งนี้ (31 มี.ค. วัน Mahavir Jayanti) แผนการสำรวจเมืองนิวเดลีแบบเต็มตัวรออยู่ครับ!

[The India Chapter: บันทึกหน้าพิเศษ... เจาะลึกอารยธรรมและความต่างที่ลงตัวในนิวเดลี]

31 มีนาคม 2569 | วันหยุด Mahavir Jayanti, นิวเดลี

เช้าวันที่สองของผมในอินเดียเริ่มต้นด้วยความสงบเงียบที่ดูแปลกตาครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวัน Mahavir Jayanti ซึ่งเป็นวันหยุดราชการสำคัญ เมืองนิวเดลีจึงดูผ่อนคลายลงและเป็นโอกาสดีให้พวกเราได้ออกสำรวจ ผมตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อสะสางภารกิจส่วนตัว ก่อนจะลงไปทานมื้อเช้าที่ห้องอาหารของสถาบัน NIEPA ในเวลา 08.00 น.

#การทูตบนโต๊ะอาหาร และ "น้ำใจจากไทย" ขณะที่เพื่อนผู้นำหลายท่านแยกย้ายไปตามแผนของตน แต่กลุ่ม "สามทหารเสือ" ของเรา อันประกอบด้วยผม, รศ.ดร.สิรส และ Mr. Jeremiah ผู้อำนวยการวิทยาลัยจากเคนยา กลับนั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารโรงเรียนอย่างลึกซึ้งจนลืมเวลา ผมได้ทำหน้าที่ "กัลยาณมิตร" แบ่งปันยาสามัญและ ข้าวกระยาสารท ของอร่อยจากเมืองไทยให้กับ Mr. Jeremiah ที่เริ่มมีอาการแพ้อากาศ ตอนนี้เราสามคนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันไปแล้วครับ

09:00 น. เริ่มต้นการเดินทางที่เหนือความคาดหมาย รถที่นัดไว้มารับเราตรงเวลา ทันทีที่รถเคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลัก ภาพจำเดิมๆ ของผมเกี่ยวกับนิวเดลีก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถนนหนทางกว้างขวาง สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ตัดแต่งอย่างประณีต สะอาดและเป็นระเบียบมาก ไกด์ของเราบรรยายประวัติศาสตร์ด้วยสำเนียงอินเดียที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งน่าแปลกที่ผมเริ่มฟังออกและคุ้นหู จนแอบคิดในใจว่าถ้าอยู่ต่ออีกสักอาทิตย์ สำเนียงของผมคงกลายเป็น "อินเดียสไตล์" แน่นอน!

ตะลุย "ที่สุด" แห่งประวัติศาสตร์และชัยชนะ เราเริ่มปักหมุดที่ Rashtrapati Bhavan (สร้างเสร็จ ค.ศ. 1929) ทำเนียบประธานาธิบดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก สถาปัตยกรรมหินทรายสีแดงดูทรงพลังมากครับ ต่อด้วย Parliament House อาคารรัฐสภาที่ขรึมขลัง และไปยืนรับลมที่ India Gate (สร้าง ค.ศ. 1921) ประตูชัยสูงสง่าที่สลักชื่อทหารหาญไว้กว่า 7 หมื่นนาย เปลวไฟที่ลุกโชนตลอดกาล (Amar Jawan Jyoti) ทำให้เราสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งการเสียสละ แม้เราจะชมจากด้านนอก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

ถัดมาคือ Humayun's Tomb (สร้าง ค.ศ. 1570) สุสานหินอ่อนที่เป็น "ต้นแบบของทัชมาฮาล" ที่นี่เราได้พบกับเด็กนักเรียนชาวอินเดียที่มาทัศนศึกษา เด็กๆ กระตือรือร้นมากที่เข้ามาทักทาย ถามว่าเรามาจากไหนและอาหารไทยอะไรที่ขึ้นชื่อ ความกล้าแสดงออกของเด็กที่นี่น่าประทับใจมากครับ ไกด์บอกว่าความ "แอคทีฟ" นี้คือจิตวิญญาณของคนอินเดียทุกวัย ซึ่งเป็นความประทับใจแรกที่ยอดเยี่ยมมาก

#ความลึกลับของบ่อน้ำโบราณ และเสน่ห์ "โอลด์เดลี" ไฮไลต์ที่ผมประทับใจมากคือ Ugrasen ki Baoli บ่อน้ำโบราณที่ลึกลงไปใต้ดินนับพันปี บันไดหินหลายร้อยขั้นที่ทอดตัวลงสู่ความเย็นด้านล่างดูขลังและน่าค้นหามากครับ หลังจากนั้นเราสลับอารมณ์มุ่งหน้าสู่ย่าน Old Delhi เพื่อชม Jama Masjid (สร้าง ค.ศ. 1656) มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที! ฝูงชนพลุกพล่าน เสียงแตรดังระงมเหมือนที่เคยดูใน YouTube เป๊ะเลยครับ เราต้องใช้ทักษะเดินหลบหลีกกันอย่างสนุกสนาน ตลาด Chandni Chowk ต้อนรับเราด้วยกลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้นจาก Khari Baoli ตลาดเครื่องเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

#ลิ้มรสวัฒนธรรม Street Food: ลองให้รู้ในแบบฉบับอินเดีย เนื่องจากร้านอาหารคนแน่นมาก ไกด์จึงแนะนำให้ลองรสชาติแบบคนท้องถิ่นในย่านเมืองเก่า เราจึงได้ชิม:

  • Nimbu Pani: น้ำมะนาวผสมเกลือและโซดา ดื่มแล้วสดชื่นเหมือนได้เติมเกลือแร่ธรรมชาติ

  • Dosa: แป้งข้าวหมักทอดแผ่นยักษ์กรอบๆ ทานคู่กับแกงรสเข้มข้น

  • Jalebi: ขนมหวานสีส้มรูปวงๆ รสชาติหวานจัดจ้านสะใจ

  • Samosa: ของทอดไส้มันฝรั่ง คล้ายกะหรี่ปั๊บบ้านเรา

  • Poori Chole: แป้งทอดพองๆ กินกับแกงถั่วลูกไก่ เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ

  • Momo: เกี๊ยวนึ่งสไตล์เนปาล จิ้มซอสพริกแดงและซอสขาว

  • ผลไม้สด: มะม่วงอินเดีย กล้วย และสับปะรด ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน แม้จะอยากลองทุกอย่าง แต่เราก็เน้นสุขอนามัยเป็นที่หนึ่ง ซึ่งสุดท้ายก็รอดมาได้แบบท้องไส้ปกติครับ!

รอยยิ้มแสนซื่อและข้อคิดจากคนเดินทาง สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือความมั่นใจของเด็กๆ ที่เข้ามาถามว่า "คุณชอบอินเดียไหม?" ด้วยแววตาสดใส และการได้คุยกับพ่อค้าท่านหนึ่งที่เคยไปมาแล้ว 40 ประเทศ เขาฝากข้อคิดไว้ว่า "ทุกประเทศมีดีในตัวเอง" อยากดูทะเลต้องไปไทย ทะเลทรายต้องไปซาฮาร่า หรือใบไม้เปลี่ยนสีที่สะอาดตาต้องไปญี่ปุ่น

มันทำให้ผมได้ข้อคิดว่า เราไม่ควรตัดสินใครหรือประเทศไหนเพียงด้านเดียว ทุกที่ต่างมีประวัติศาสตร์และเบื้องหลังที่ต่างกัน คนเราก็เช่นกัน มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษา "ความเป็นตัวของตัวเอง" และไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองครับ

จบบันทึกวันหยุดภายใต้สายฝน เมื่อถึงเวลา 18.00 น. ขณะเดินทางกลับสถาบัน ผมลองคำนวณค่าใช้จ่าย วันนี้เราใช้เงินไปคนละประมาณ 3,800 รูปี (ประมาณ 1,550 บาท) รวมทุกอย่างแล้วถือว่าคุ้มค่ามากครับ นอกจากนี้เรายังได้รับ Pocket Money สนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียด้วย การต้อนรับของที่นี่ดีเยี่ยมจริงๆ ผมยังได้ซื้อชุด "กูรตะ" (Kurta) ตั้งใจว่าจะใส่ไปเดินที่ทัชมาฮาลให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมครับ

ช่วงเดินทางกลับฝนเริ่มตกปรอยๆ ทำให้อากาศเย็นสบาย แม้เสียงแตรจะดังระงมจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนเข้าห้องพัก แต่หัวใจผมกลับพองโตด้วยความสุข ขอบคุณโอกาสที่ทำให้ผมได้มาสัมผัสโลกกว้าง และพร้อมสำหรับการเรียนรู้ที่ NIEPA ต่อไปครับ!

[The India Chapter: บันทึกเช้าวันที่ 3... ปรับตัวเพื่อก้าวสู่โลกการเรียนรู้ระดับสากล]

(วันที่ 3) 1 เมษายน 2569 | ณ สถาบัน NIEPA นิวเดลี

เช้าวันนี้ผมตื่นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปครับ หลังจากที่ฝนโปรยปรายลงมาเมื่อคืน ทำให้อากาศที่นิวเดลีเช้านี้เย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ ความสะอาดและความเขียวขจีรอบๆ สถาบัน NIEPA นั้นต้องบอกว่า "สุดยอดมากจริงๆ" ครับ ต้นไม้ทุกต้นดูชุ่มฉ่ำและสดใส บรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้ดึงอารมณ์ให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับมาเป็น "นักศึกษาเฟรชชี่" อีกครั้ง เป็นความสดชื่นที่ช่วยเติมพลังให้พร้อมรับศึกหนักในห้องเรียนวันนี้ครับ

ตารางเรียนที่เข้มข้น... บทพิสูจน์ "วินัย" และ "พลังสมอง" ตารางเรียนวันนี้แน่นสมชื่อ Tentative Time Schedule จริงๆ ครับ โดยการอบรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง เริ่มสตาร์ทกันตั้งแต่เวลา 09:45 น. แต่ละวิชาใช้เวลาเรียนยาวๆ วิชาละ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง และลากยาวไปจนถึงเวลา 17:15 น. เลยทีเดียว

3 วิชาหลัก: คัมภีร์บริหารสู่ระดับสากล

  1. Educational Administration Structures, Processes and Accountability Mechanisms (โครงสร้าง กระบวนการบริหารจัดการศึกษา และกลไกความรับผิดชอบ)

    • ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Kumar Suresh

    • สาระสำคัญ: เน้นย้ำถึงกลไก "Accountability" หรือความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารยุคใหม่ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนและผู้ปกครองได้อย่างยั่งยืน

  2. Accessibility Audit: Universal Design of Building and Learning (การตรวจสอบการเข้าถึง: การออกแบบเพื่อการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล)

    • ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Veera Gupta

    • สาระสำคัญ: วิชานี้เปลี่ยนวิธีคิดของผมไปเลยครับ ท่านชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่นพอที่จะรองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกคน เพราะอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ไม่ครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้น (Inclusive by Design)

  3. Academic Supervision and Monitoring (การนิเทศและการติดตามผลทางวิชาการ)

    • ผู้บรรยาย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Kashyapi Awasthi

    • สาระสำคัญ: ท่านได้เปลี่ยนนิยามของการนิเทศจากการ "จับผิด" เป็นการ "สนับสนุน" ผ่านเทคนิค Ask–Describe–Ask (ADA) เพื่อช่วยให้ครูได้เกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

เมื่อกางแผนการเรียนวันนี้ดูแล้ว บอกตามตรงว่าต้องพักเรื่องการทำ Intermittent Fasting (IF) ไว้ก่อนครับ เพราะเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่เข้มข้น แถมต้องรับมือกับ "สำเนียงอินเดีย" ของท่านศาสตราจารย์ และสำเนียงที่หลากหลายของเพื่อนร่วมห้องนานาชาติ ผมจึงต้องเติมพลังสมองด้วยอาหารเช้าของสถาบันที่บริการครบ 3 มื้อ ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มจะคุ้นชินและ "ลงตัว" กับรสชาติที่นี่มากขึ้นแล้วครับ

ผู้นำยุคใหม่... ใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว แม้ภาษาอังกฤษของผมจะไม่ได้เก่งกาจระดับ Expert แต่ผมใช้เทคนิค "Digital Transformation" เข้ามาช่วยครับ วิธีการคือการถ่ายภาพสไลด์การสอน แล้วใช้ AI ช่วยแปลความหมาย สรุปประเด็นสำคัญ และสืบค้นข้อมูลเชิงลึกทันที เทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างทางภาษาได้ดีเยี่ยม ทำให้ผมจดจ่อกับการเรียนรู้เนื้อหาที่เข้มข้นได้อย่างเต็มที่ครับ

มิตรภาพผ่าน "สัญลักษณ์แห่งสยาม" และของฝาก OTOP วันนี้ผมยังเตรียม "ไมตรีจิต" ไปฝากเพื่อนใหม่และอาจารย์ผู้บรรยายด้วยครับ ผมตั้งใจนำ ผ้าขาวม้า OTOP ของดีจากเมืองไทยไปมอบให้กับอาจารย์ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แม้จะแอบเสียดายที่เตรียมมาน้อยไปนิด แต่ผมก็พยายามจัดสรรแบ่งปันให้ได้มากที่สุดครับ นอกจากนี้ยังมี พวงกุญแจช้างไทย มอบให้กับเพื่อนสนิทอย่าง Mr. Jeremih และเพื่อนๆ ในคลาส เพื่อเป็นที่ระลึกถึงน้ำใจจากประเทศไทย

ผมเชื่อว่า "ถ้าเราปรับตัวได้เร็ว การเรียนรู้ของเราก็จะเริ่มได้อย่างรวดเร็ว" จริงๆ ครับ วันนี้ผมพร้อมแล้วที่จะพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำสิ่งดีๆ กลับไปพัฒนาลูกๆ นักเรียนที่สระแก้วบ้านเราครับ

[ประสบการณ์ ณ NIEPA: ภารกิจเชื่อมโลกวิชาการและมิตรภาพไร้พรมแดน]

ภายใต้การสนับสนุนและผลักดันจาก กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ผ่านโครงการทุน ITEC ณ ประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้รับโอกาสอันมีเกียรติในการเข้ารับการฝึกอบรม ณ สถาบัน NIEPA (National Institute of Educational Planning and Administration) เพื่อเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ระดับสากลและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาในระดับนานาชาติ

การเรียนรู้ที่นี่คือการเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่เข้มข้นและทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึง 3 ท่าน (ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569) ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งใจศึกษาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นผู้ช่วยเชิงกลยุทธ์ในการสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อมิให้พลาดรายละเอียดที่ล้ำค่า ดังนี้:

3 เสาหลักวิชาการ: คัมภีร์การบริหารสู่ระดับสากล

  1. โครงสร้าง กระบวนการบริหารจัดการศึกษา และกลไกความรับผิดชอบ (Educational Administration Structures, Processes and Accountability Mechanisms)

    • ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Kumar Suresh ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการศึกษา

    • สาระสำคัญ: ท่านได้เน้นย้ำถึงกลไก "Accountability" หรือความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารยุคใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชนและผู้ปกครองได้อย่างยั่งยืน

  2. การตรวจสอบการเข้าถึง: การออกแบบเพื่อการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล (Accessibility Audit: Universal Design of Building and Learning)

    • ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Veera Gupta

    • สาระสำคัญ: วิชานี้ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของข้าพเจ้า โดยชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกคน เพราะอุปสรรคที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ไม่ครอบคลุมตั้งแต่วางรากฐาน (Inclusive by Design)

  3. การนิเทศและการติดตามผลทางวิชาการ (Academic Supervision and Monitoring)

    • ผู้บรรยาย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Kashyapi Awasthi

    • สาระสำคัญ: ท่านได้เปลี่ยนนิยามของการนิเทศจากการ "ตรวจสอบผิด" เป็นการ "สนับสนุน" ผ่านเทคนิค Ask–Describe–Ask (ADA) เพื่อส่งเสริมให้ครูได้เกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน


เครือข่ายผู้นำทางการศึกษา: สายสัมพันธ์ "ไทย-แอฟริกา"

นอกเหนือจากมิติทางวิชาการ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้สร้างเครือข่ายกับเพื่อนผู้บริหารโรงเรียนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจากทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความจริงใจ:

  • Mr. Lamine Koneh: รองผู้อำนวยการโรงเรียน Peter Town Public School จาก ประเทศไลบีเรีย ผู้นำที่อุทิศตนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

  • Mr. Bernard Kawooya: ครูใหญ่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจากโรงเรียน Entered High School ประเทศอูกันดา

  • Mr. Jeremih Baraja: ผู้อำนวยการสถาบันสายอาชีพจาก ประเทศเคนยา เพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางเรียนรู้ไปด้วยกัน และเราได้ตกลงที่จะริเริ่ม โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างกัน ในอนาคต

ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าได้มอบ ผ้าขาวม้า OTOP ของดีจากจังหวัดสระแก้ว และ พวงกุญแจช้างไทย ให้แก่คณะอาจารย์และเพื่อนผู้บริหาร เพื่อส่งเสริม Soft Power และเป็นสื่อกลางแห่งไมตรีจิตจากประเทศไทย

แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นความท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเทคโนโลยี AI ที่นำมาใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัว ส่งผลให้มิตรภาพและการเรียนรู้ครั้งนี้ไร้ขีดจำกัด ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะนำทุกประสบการณ์กลับไปพัฒนาเยาวชนที่จังหวัดสระแก้ว ให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างภาคภูมิใจ

[The India Chapter: ปัญญาจากนิวเดลี]

บันทึกวันที่ 4 ณ NIEPA: "จากสระแก้วสู่เดลี: ศาสตร์การบริหาร และเครือข่ายมิตรภาพสากล"

การเดินทางมาอินเดียครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่เรียนครับ แต่คือการขยายขอบเขตทัศนคติในอีกมิติหนึ่ง วันนี้ (2 เม.ย.) บรรยากาศที่สถาบัน NIEPA เข้มข้นเป็นพิเศษ ผมนั่งจดบันทึกและถอดรหัสความรู้จาก 3 วิทยากรระดับปรมาจารย์ เพื่อเตรียมนำองค์ความรู้ล้ำค่าเหล่านี้กลับสู่ประเทศไทย

บทที่ 1: การวางแผนระดับสถาบัน (Institutional Planning)

ศาสตราจารย์ ดร. K. B. Biswal สอนให้ผมเห็นว่า "แผนพัฒนาสถานศึกษา" ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ทำตามหน้าที่ แต่มันคือ "เข็มทิศเชิงกลยุทธ์" (Strategic Compass) ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่คือการทำ SWOT Analysis ให้ทะลุปรุโปร่ง เพื่อวางกลยุทธ์ที่ "ยืดหยุ่น" และ "ใช้ได้จริง" โดยมีรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตของเด็กๆ เป็นเป้าหมายสูงสุดครับ

บทที่ 2: การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษา (Digital Technology Integration in Education)

ในภาคบ่าย ศาสตราจารย์ ดร. P. K. Misra พาผมก้าวข้ามขอบเขตของคำว่า "เทคโนโลยีคือสื่อ" ไปสู่คำว่า "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" (Transformation) ผมประทับใจเรื่องการใช้เครื่องมือดิจิทัลมาช่วยในการ ประเมินผล (Assessment) ที่รวดเร็ว เพราะหากครูสามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าเด็กติดขัดตรงจุดไหน เราจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือเขาได้ทันท่วงที นี่คือหัวใจสำคัญของการศึกษาที่จะ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" อย่างแท้จริง

บทที่ 3: เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษา (Integrating Technology in Management)

วิชาที่สามโดย ศาสตราจารย์ ดร. K. Srinivas ท่านได้เจาะลึกถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารองค์กร (Management) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารแม่นยำขึ้น ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน (Red Tape) และเพิ่มความโปร่งใสในสถาบัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของโรงเรียนในยุคใหม่ครับ

บทที่ 4: มิตรภาพไร้พรมแดน

ท่ามกลางการถกเถียงเชิงวิชาการ ผมกลับพบว่าโจทย์การศึกษาของเพื่อนผู้บริหารจาก แซมเบีย, เมียนมา, มาลาวี, อียิปต์ และอีกหลายชาติ มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด "เราทุกคนต่างมีอุดมการณ์เดียวกัน คือการสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้เด็กๆ" มิตรภาพในห้องเรียนวันนี้จึงเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่น แต่คือเครือข่ายนักพัฒนาการศึกษาระดับโลกที่พร้อมจะขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันครับ

ผมกำลังเก็บเกี่ยวความรู้ใส่กระเป๋าอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมสรุปบทเรียนชุดใหญ่กลับไปพัฒนาโรงเรียนบ้านคลองมะนาวของเราต่อไปครับ!

[India Special Chapter: ภารกิจตะลุยเดลี! เมื่อทีมไทยจับมือเคนยา-จาไมกา ออกไปตามหา "มื้อที่อร่อยที่สุด" ในอินเดีย]

เมื่อพูดถึง "อินเดีย" หลายคนคงนึกถึงรสชาติเครื่องเทศที่จัดจ้านและ Street Food อันเป็นเอกลักษณ์ครับ แม้ผมจะเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้าง แต่พอมาเจอของจริงก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกันพอสมควร วันนี้เลยอยากเขียนบันทึกตอนพิเศษเล่าเรื่อง "ปากท้อง" และ "มิตรภาพ" ในนิวเดลีให้ฟังกันครับ

การปรับตัวเรื่อง "รสชาติ" และ "เวลา"

ยอมรับเลยครับว่าช่วงวันแรกๆ ที่สถาบัน NIEPA อาหารที่นี่ค่อนข้าง "ทานยาก" สำหรับลิ้นคนไทยอย่างเรา รสชาติเครื่องเทศที่เข้มข้นทำให้มื้อแรกๆ แทบทานไม่ได้เลย แต่พอเข้าวันที่ 3 ร่างกายเริ่มคุ้นชินครับ อาหารเช้าที่นี่เรียบง่ายแต่ได้พลังงาน มีไข่ต้มและขนมปังเป็นหลัก บางวันมี "ปูรี" (แป้งทอดพองๆ) หรือ "พาราธา" (แป้งย่างไส้มันฝรั่ง) เสิร์ฟคู่กับผลไม้และชาร้อน (Chai) กลิ่นหอมๆ

สิ่งที่แปลกใจที่สุดคือ "เวลาทานข้าว" ครับ ที่อินเดียทานช้ากว่าบ้านเราพอสมควร มื้อเช้าเริ่มประมาณ 08:00 น. แต่กว่าจะถึงมื้อกลางวันก็ปาเข้าไป 13:00 น. เลยครับ! ปกติอยู่เมืองไทยผมจะคุ้นชินกับการทานมื้อเที่ยงพร้อมๆ กับเด็กนักเรียนตอน 11:30 น. ช่วงแรกเลยมีหิวบ้างครับ แต่สถาบันก็ดูแลดีเยี่ยม มีช่วงพักเบรกเสิร์ฟกาแฟ ชานม และขนมรองท้องให้ตลอดเวลาครับ

มิตรภาพใหม่และความท้าทายทางภาษา

วันนี้ (2 เมษายน 2569) เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์การเรียนที่อัดแน่นสุดๆ ครับ หลังจากเลิกเรียนเราจึงตัดสินใจออกไปหาอะไรทานข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ วันนี้สมาชิกกลุ่มเราเพิ่มขึ้นอีก 1 คน คือ Alicia Williams ครูใหญ่จากประเทศ จาไมกา ครับ เธอเป็นผู้หญิงที่ร่าเริง แจ่มใส และมีบุคลิกโดดเด่นมาก เมื่อวานเห็นพวกเราออกไปเที่ยวกัน เธอก็แอบเปรยปนตลกขำๆ ว่า "ทำไมไม่ชวนฉันบ้าง" วันนี้พอเธอโทรมาบอกว่า "I’m coming with you guys!" พวกเราเลยจัดทริปตะลุยเมืองกันทันที!

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งเคนยาและจาไมกาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ยอมรับตามตรงว่าภาษาอังกฤษของผมอยู่ในระดับกลาง (Intermediate) ไม่ได้เก่งกาจมากมายนัก แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ครับ โครงการทุนนี้มีการสอบวัดระดับภาษาก่อนมา ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำคือระดับ B1 ผมเองก็สอบผ่านได้แบบ "ผ่านฉลุย" ด้วยความพยายามของตัวเองจริงๆ ครับ!

วงสนทนาวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้ฝึกภาษาไปในตัว เพื่อนทั้งสองคนน่ารักมากครับ เขาเข้าใจว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา เขาจึงพยายามพูดให้ช้าลงและใช้คำศัพท์ง่ายๆ ทำให้บรรยากาศการคุยกันสนุกสนานและเป็นกันเองสุดๆ ครับ

ทีมไทยสายลุย: ผมและอาจารย์สิรส

ทริปนี้ขาดคู่หูคนสำคัญไปไม่ได้เลยคือ อาจารย์สิรส ครับ ท่านเป็นคนไทยอีกคนที่มาเรียนด้วยกัน เป็นคนคล่องแคล่วและเป็น "ขาเที่ยว" ตัวจริง อาจารย์สิรสฉลาดมากในการเลือกที่เที่ยวและจัดสรรแผนการเดินทาง พรุ่งนี้เรา 4 คน (ไทย 2 เคนยา 1 และจาไมกา 1) มีแพลนทัวร์ใหญ่ด้วยกันครับ

ตอนนี้ผมกับเพื่อนชาวเคนยาสนิทกันมากจนเหมือนปาท่องโก๋เลยครับ แม้ในคลาสจะมีเพื่อนหลายเชื้อชาติ ทั้งจากเมียนมา แอฟริกา และอเมริกา แต่ทีมไทยของเราเน้น "เปิดใจและเปิดโลก" ครับ ผมพยายามสร้างมิตรไมตรีด้วยการมอบ "พวงกุญแจช้างไทย" ให้เพื่อนๆ ปรากฏว่าทุกคนชอบมาก! ใครๆ ก็อยากเข้ามาทักทายพูดคุย กลายเป็นทูตวัฒนธรรมตัวน้อยๆ ที่สร้างรอยยิ้มได้เสมอครับ

มนต์เสน่ห์แห่งเสียงแตร และมื้อที่อร่อยที่สุดในอินเดีย

การเดินทางไปร้านอาหารของเราเป็นสไตล์ผจญภัยครับ มีหลงทางบ้าง เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ท่ามกลาง "เสียงดนตรีจากแตรรถ" อันเป็นเสน่ห์ของนิวเดลี จนเราไปเจอร้านบรรยากาศดีชื่อ "CAFE TESU" บทสนทนาบนโต๊ะอาหารสนุกมาก มื้อนี้เราจัดเต็ม สั่งมาแชร์กันทั้งติ่มซำและอาหารท้องถิ่น และที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือมีเมนูไทยอย่าง แกงเขียวหวาน ผัดกะเพรา และยังมี เบียร์ช้าง ด้วย! ยอมรับเลยครับว่ามื้อนี้ "อร่อยที่สุดตั้งแต่มาอินเดียเลย" คุณภาพดีเยี่ยมและราคาคุ้มค่ามากครับ

ตอนนี้ผมกลับถึงห้องพักแล้ว เตรียมตัวพักผ่อนด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ พรุ่งนี้วันหยุด Good Friday เรามีโปรแกรมทัวร์ใหญ่กันต่อ จะไปที่ไหนและสนุกแค่ไหน เดี๋ยวผมจะมาอัปเดตให้ชมกันนะครับ ส่วนคืนนี้ฝันดีจากนิวเดลีครับ!

BKM