From a Small School to the Global Stage (2025) : A Major Step on Japan’s Educational Journeyจากโรงเรียนเล็กสู่เวทีโลก (2025): ก้าวที่ยิ่งใหญ่บนเส้นทางจารึกทางการศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น
ตอนที่
1 : ตีสาม…
กับภารกิจปัดฝุ่นความฝัน
โดย ผอ.โรงเรียนเล็ก หัวใจใหญ่
เคยมีใครบอกไหมว่า ความล้มเหลวที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ใช่การพลาดเป้า แต่คือการลืมไปว่าเราเคยมีความฝันอะไร
คืนวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ ตีสาม โลกทั้งใบเงียบสนิท
ทุกคนหลับใหล เหลือเพียงผมที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์คนเดียว
มีเสียงจิ้งหรีดดังแผ่วอยู่นอกหน้าต่าง และเสียงบทเรียน Easy Japanese ของ NHK World ดังอยู่ในหูฟัง
“โอไฮโย โกไซมาส!”
คำทักทายง่าย ๆ แค่นี้ กลับทำให้ หัวใจของผู้อำนวยการโรงเรียนคนหนึ่งเต้นแรงกว่ากาแฟแก้วไหน
ๆ โลกมันแคบลงจริง ๆ แค่มีอินเทอร์เน็ต ผมที่นั่งอยู่มุมเล็ก ๆ ของ สระแก้ว
ก็เหมือนได้ส่งใจไปเดินเล่นที่ โตเกียว ล่วงหน้าแล้ว
แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมยอมอดนอนมานั่งเรียนภาษาญี่ปุ่น
เริ่มต้นจาก “กระดาษแผ่นเดียว” เมื่อประมาณ แปดปีก่อน ตอนนั้นผมยังเป็นครูประถมธรรมดา
ๆ วันหนึ่งบังเอิญเห็นหนังสือราชการวางอยู่บนโต๊ะ เป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น
สำหรับ “ผู้อำนวยการโรงเรียน”
แค่เห็นหัวกระดาษ
ความคิดหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาแบบไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน
ผมไม่ได้อยากไปเที่ยว แต่ผมอยากไปยืนตรงนั้น
ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน
จากวันนั้น ผมเริ่ม “แลก” หลายอย่างในชีวิต แลกเวลาสบาย แลกความเหนื่อย และแลกความอดทน
ผมเรียนปริญญาตรีภาษาอังกฤษควบคู่กับปริญญาโทบริหารการศึกษา ใช้เวลานอกงานกว่า เก้าปี
ไปเป็นอาสาสมัครนานาชาติ เพื่อเรียนรู้มนุษย์ ก่อนจะกลับมาบริหารคน
ความฝันจากกระดาษแผ่นนั้น
ผมเก็บมันไว้ในใจมาตลอด ไม่เคยทิ้ง
แม้ในวันที่โควิดทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่ ไฟในใจก็ไม่เคยมอด
วันที่ได้รับแจ้งข่าวว่าผมได้รับคัดเลือกเป็น
หนึ่งในเก้าตัวแทนครูไทยจากทั้งประเทศ โดย สพฐ. และ ACCU-UNESCO เพื่อเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่น บอกตรง ๆ ว่า ตื่นเต้นสุด
ๆ ไม่ใช่แค่เพราะดีใจกับตัวเอง แต่เพราะมันพิสูจน์บางอย่างที่ผมเชื่อมาตลอด
คุณภาพการเรียนรู้
ไม่ได้วัดจากขนาดของโรงเรียน
แต่วัดจากความกว้างของวิสัยทัศน์ของครู
แม้ผมจะมาจาก โรงเรียนบ้านคลองมะนาว
โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบท แต่ ก้าวเล็ก ๆ ของผมในวันนี้ คือความตั้งใจจะนำ แนวคิด
วินัย และนวัตกรรมของญี่ปุ่น กลับมาสร้างโอกาสที่ยั่งยืนให้เด็ก ๆ
โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จังหวัดสระแก้ว
การนั่งเรียนภาษาญี่ปุ่นคนเดียวในความมืดของคืนตีสาม
สอนผมอย่างหนึ่งว่า
ก้าวที่ยากที่สุด ไม่ใช่ก้าวไปถึงญี่ปุ่น
แต่คือก้าวแรก… ที่ลุกจากที่นอนแล้วลงมือทำ
ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว
พร้อมจะเปลี่ยนจาก
“ผู้อำนวยการที่เคยแค่ฝัน”
เป็น
“ผู้อำนวยการที่ลงมือทำจริง”
ฝากเป็นกำลังใจให้ผม
และ เพื่อนครูไทยทั้งเก้าคน ด้วยนะครับ
การเดินทางครั้งนี้… เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ตอนที่ 2 : Day 1
30 กันยายน 2568
– ก้าวแรกที่ฮาเนดะ กับอ้อมกอดของฤดูใบไม้ร่วง
[06:00 น.
สนามบินฮาเนดะ โตเกียว]
วินาทีที่ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์
และประตูอัตโนมัติของสนามบินฮาเนดะค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก สิ่งแรกที่เข้ามาทักทายผม
ไม่ใช่เสียงผู้คน แต่เป็น ลมเย็น ๆ ที่พัดมาปะทะหน้า
เป็นอากาศที่สดชื่น มีกลิ่นอายบาง ๆ
ของ ฤดูใบไม้ร่วงที่เพิ่งเริ่มต้น ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
และเผลอยิ้มออกมาคนเดียว
ลมอ่อน ๆ ในเช้านี้
ทำให้หัวใจพองโตอย่างบอกไม่ถูก มันให้ความรู้สึกเหมือน ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแค่ “จุดหมายปลายทาง” แต่กำลังยกมือขึ้นต้อนรับพวกเราด้วย ความเงียบสงบ และความงดงามของธรรมชาติยามเช้า
มากกว่าการมาเยือน
คือ “ภารกิจเพื่อการศึกษา”
การก้าวเท้าลงบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัยในครั้งนี้
มีความหมายกับผมมากกว่าการเดินทาง นี่คือส่วนหนึ่งของ
โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 11
(ACCU)
ผมและคณะตัวแทนจากประเทศไทย
ไม่ได้พกมาแค่กระเป๋าเดินทาง แต่พก ความคาดหวัง และ หัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้
มาด้วย
โครงการนี้ไม่ใช่แค่การดูงาน
แต่คือเวทีสำคัญของ การสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนมุมมอง
และการเปิดโลกทางการศึกษา ซึ่งไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่ายนัก
จาก
“โตเกียว” กลับสู่ “บ้านเกิด”
ระหว่างที่เดินผ่านอาคารสนามบิน
ซึ่งทั้ง ทันสมัย สะอาด และเป็นระเบียบอย่างน่าทึ่ง ภาพของโรงเรียนในเมืองไทยก็แทรกขึ้นมาในความคิด
ผมกับเพื่อนร่วมคณะพูดคุยกันเบา ๆ
ถึงสิ่งที่กำลังจะได้พบในอีก 7 วันข้างหน้า ทั้งความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความตั้งใจเดียวกันคือ
เรียนรู้ให้มากที่สุด
แล้วนำสิ่งดี ๆ กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของเรา
ก้าวแรกที่ฮาเนดะในวันนี้
อาจเป็นเพียง ก้าวเล็ก ๆ ของพวกเรา แต่สำหรับเด็ก ๆ ที่รออยู่ที่ประเทศไทย
นี่คือ จุดเริ่มต้นของก้าวที่ยิ่งใหญ่
Day
1 (ต่อ): จากคำต้อนรับที่อบอุ่น
สู่ความตื่นเต้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่
[ภาคเช้า–บ่าย |
ปฐมนิเทศและการค้นพบ]
หลังจากคณะของเราตั้งหลักได้
ภารกิจแรกของวันคือการเข้าร่วม ปฐมนิเทศโครงการ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วย ความอบอุ่นและเป็นกันเอง
มากกว่าที่คิดไว้มาก
พวกเรามีโอกาสได้พบกับ ท่าน Takeshi Miyazawa
ผู้อำนวยการศูนย์ ACCU
ท่านต้อนรับพวกเราด้วย รอยยิ้มที่จริงใจ เป็นรอยยิ้มแบบที่ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่า
“เรามาอยู่ถูกที่แล้ว”
ระหว่างที่ฟังท่านพูดถึงความหมายและความสำคัญของการแลกเปลี่ยนครั้งนี้
ผมเผลอใจลอยไปแวบหนึ่ง และคำถามหนึ่งก็ดังขึ้นมาในหัวแบบไม่ตั้งใจว่า
“เฮ้ย…
นี่เรามาไกลขนาดนี้จริง ๆ แล้วเหรอ”
จากโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ที่ประเทศไทย
สู่หอประชุมใจกลางกรุงโตเกียว
ความฝันที่เคยอยู่ไกล
วันนี้มัน ชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนจับต้องได้
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ของ ACCU คือ คุณ Hasumi ได้มารับพวกเราขึ้นรถบัส เพื่อเดินทางไปยัง ศูนย์
ACCU สำหรับการปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการ
ระหว่างนั่งรถ ผมได้เริ่ม “สัมผัสญี่ปุ่นจริง ๆ” เป็นครั้งแรก บ้านเมืองสะอาด เป็นระเบียบ
และอากาศดีจนรู้สึกได้ตั้งแต่หายใจเข้าเต็มปอด
แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่อาคาร
ไม่ใช่ถนน หากแต่เป็นภาพของ คุณป้าคนหนึ่ง ที่กำลังกวาดและเก็บขยะอยู่ริมถนน
ในพื้นที่สาธารณะ… อย่างเงียบ ๆ และตั้งใจ
ไม่มีใครสั่ง
ไม่มีใครยืนคุม
แต่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างเป็นธรรมชาติ
ผมแอบหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพนั้นไว้
พอลงจากรถ ก็ได้คุยกับเพื่อนร่วมคณะบนรถบัส ทุกคนเห็นเหมือนกัน
และรู้สึกประทับใจเหมือนกัน
นี่คือ “ความประทับใจแรก”
ที่ญี่ปุ่นสอนผม
โดยไม่ต้องใช้คำพูดแม้แต่คำเดียว
เมื่อถึงศูนย์ ACCU และจบการประชุม พวกเราได้รับ คูปองสำหรับรับประทานอาหาร
ที่นี่ มื้อแรกบนแผ่นดินญี่ปุ่น เป็นมื้อที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย
เพราะมันคือ การต้อนรับอย่างเป็นมิตร จากเจ้าบ้านสู่ผู้มาเยือน
เกร็ดเล็ก
ๆ เกี่ยวกับศูนย์ ACCU
ศูนย์ ACCU (Asia-Pacific Cultural Centre for UNESCO) เป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในญี่ปุ่น
ที่ทำงานร่วมกับ UNESCO มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม ความเข้าใจอันดี
การเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก
ภารกิจของศูนย์ดำเนินผ่านกิจกรรมแลกเปลี่ยน
ความร่วมมือทางวัฒนธรรม และการสร้างสังคมที่ยั่งยืน ภายในศูนย์ยังมี นิทรรศการและพื้นที่เรียนรู้
ที่สวยงาม เรียบง่าย และน่าประทับใจมาก
ความตื่นเต้นที่ชื่อว่า
“Aijitsu Elementary School”
ช่วงท้ายของวัน ปิดด้วยการประชุม เตรียมความพร้อมสำหรับการไปเยือน
Aijitsu Elementary School
ชื่อการประชุมอาจฟังดูเป็นทางการ
แต่ขอสารภาพตามตรงครับ—
หัวใจผมเต้นแรงเหมือนเด็กประถม ที่กำลังจะได้ไปโรงเรียนวันแรกในชีวิต
ผมมองดูวาระการประชุม
ไล่ดูแผนการแลกเปลี่ยน และเผลอจินตนาการไปถึง รอยยิ้มของเด็ก ๆ ญี่ปุ่น วิธีคิด
วิธีสอน และบรรยากาศในห้องเรียนของที่นี่
ทุกนาทีในห้องประชุม ไม่ใช่แค่การฟัง
หรือการจดโน้ต แต่มันคือการ “ซึมซับ” ผ่านผู้คน สถานที่ และพลังบางอย่างที่อยู่รอบตัว
ก้าวแรกในฐานะ ผู้อำนวยการ บนแผ่นดินอาทิตย์อุทัย
สอนผมอย่างชัดเจนว่า—
การเรียนรู้ที่แท้จริง
ไม่ได้อยู่แค่ในกระดาษ
แต่อยู่ในทุกย่างก้าว
ที่เราเปิดใจรับสิ่งใหม่
Day
1 (Extra): เมื่อ “ผอ.ไทย” ตะลุยชินจูกุ
และบทเรียนบนรถไฟสายแรก!
[ภาคค่ำ – สีสันแห่ง Shinjuku]
หลังจากจบภารกิจทางการที่ ACCU ผมและเพื่อนร่วมทีมก็เปลี่ยนโหมดทันที จากบทบาททางการ สู่โหมดนักเดินทาง
มุ่งหน้าสู่ ชินจูกุ เพื่อตามหาของอร่อยลงท้อง
และสัมผัสแสงสีของย่านที่เขาว่ากันว่า “ไม่เคยหลับใหล”
ชินจูกุไม่ใช่แค่ย่านดังของโตเกียว
แต่เป็น หัวใจสำคัญของเมือง ทั้งในฐานะศูนย์กลางคมนาคม เศรษฐกิจ
และชีวิตยามค่ำคืน ที่นี่มีหนึ่งในสถานีรถไฟที่คึกคักที่สุดในโลก
อาคารสำนักงานสูงระฟ้าอยู่เคียงกับย่านบันเทิง ร้านอาหารเล็ก ๆ
แทรกตัวอยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออน ความแตกต่างมากมาย
แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระเบียบ — นี่แหละ เสน่ห์ของชินจูกุ
และแล้ว วินาทีที่ผมรอคอยก็มาถึง
การนั่งรถไฟครั้งแรกในโตเกียว!
บอกตามตรงครับ—ตื่นเต้นมาก ระบบรถไฟที่นี่ขึ้นชื่อว่าซับซ้อน
ทั้งชื่อสาย ป้ายสถานี และการเปลี่ยนขบวน ทุกอย่างดูท้าทายไปหมด
โชคดีมากที่เพื่อนร่วมทีมเก่งกันจริง
ๆ ช่วยกันดูป้าย ช่วยกันบอกทาง ไม่อย่างนั้น ผอ.ไทยคนนี้คง “ไปไม่เป็น” แน่นอน
ณ วินาทีนั้น หน้าที่ของผมไม่ใช่ผู้นำ
แต่คือ ผู้ตาม อย่างแท้จริง และผมได้เรียนรู้ว่า การเป็นผู้ตามที่ดี
คือการเปิดใจ ฟัง และเรียนรู้จากคนรอบข้าง
บนชานชาลา ทุกอย่างเป็นระเบียบ
การต่อแถวอย่างเป็นระบบ การยืนชิดซ้าย เปิดทางให้คนรีบเดินแซงขวา ไม่มีเสียงเร่ง
ไม่มีความวุ่นวาย แต่ทุกอย่างกลับเคลื่อนไปได้อย่างน่าทึ่ง
いっぱい笑ったよ!
(หัวเราะกันไม่หยุดเลย!)
มื้อค่ำวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของ “รสชาติอาหาร” แต่เป็นเรื่องของ “บรรยากาศ”
แสงไฟยามค่ำของชินจูกุ ผู้คนขวักไขว่จากหลากหลายที่มา เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย
ทำให้รู้สึกว่าเมืองนี้ มีชีวิตจริง ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้มื้อนี้พิเศษที่สุด
คือ เพื่อนร่วมทีม การได้นั่งล้อมวง กินของอร่อย หัวเราะเฮฮา
และได้รู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น ทำให้ผมรู้สึกจากใจว่า
仲間と一緒だから最高!
(เพราะมีเพื่อนร่วมทีมแบบนี้… ทุกอย่างเลยยอดเยี่ยมที่สุด)
การมาแลกเปลี่ยนครั้งนี้
ผมไม่ได้แค่มาเรียนรู้ระบบการศึกษาญี่ปุ่น แต่ผมกำลังได้ เพื่อนใหม่ เพื่อนที่มีหัวใจดวงเดียวกัน
พร้อมเรียนรู้ พร้อมเปิดใจ และพร้อมร่วมหัวจมใจกันตลอด 7 วันนี้
ก้าวแรกเริ่มต้นที่ ฮาเนดะ
มาปิดวันด้วย รอยยิ้มที่ชินจูกุ
พรุ่งนี้ ภารกิจที่ โรงเรียน Aijitsu รออยู่
ผอ.ไทยคนนี้ ขอพักเอาแรง… แล้วพร้อมลุยต่อครับ
Day
2: 1 ตุลาคม 2568
“3
ปีแห่งความภูมิใจ จากคลองมะนาวสู่ชินจูกุ”
[07:30 น. – กองทัพต้องเดินด้วยใจ]
เช้าวันนี้บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ
รถบัสมารับพวกเราถึงหน้าโรงแรม มีเจ้าหน้าที่และล่ามคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ทุกอย่างเป็นระบบ เรียบร้อย สมกับเป็นญี่ปุ่น
แต่สิ่งที่ทำให้เช้านี้พิเศษกว่าทุกวัน
ไม่ใช่แค่ตารางกิจกรรม หรือสถานที่ที่เรากำลังจะไป ผมหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วก็ยิ้มออกมาเงียบ ๆ
วันนี้… ครบรอบ 3 ปีพอดี
ที่ผมดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนาว
สามปีก่อน
ผมยืนอยู่ที่โรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบท ตั้งใจพัฒนาบ้านเกิด ทีละก้าว ทีละเรื่อง
และวันนี้ สามปีต่อมา ผมกลับมายืนอยู่ที่ Aijitsu
Elementary School ย่าน
Shinjuku กรุงโตเกียว ในฐานะตัวแทนประเทศไทย
นี่คือ ของขวัญครบรอบ
ที่ประเมินค่าไม่ได้จริง ๆ ครับ
เมื่อ
“มิตรภาพ” เริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรก
ภาพแรกที่ทำให้เช้าวันนี้อบอุ่นเป็นพิเศษ
คือการต้อนรับจาก คุณมัสซึโกะ มิซูโน (Mutsuko Mizuno) ผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านต้อนรับพวกเราด้วยความเป็นกันเอง รอยยิ้มอ่อนโยน
และสิ่งที่ทำให้พวกเราทุกคนซาบซึ้งใจอย่างยิ่งคือ การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าไทย
เพื่อต้อนรับคณะจากประเทศไทยโดยเฉพาะ
ทางโรงเรียนยังจัดเตรียม
ป้ายแสดงความยินดีและการต้อนรับ ไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่โรงเรียน
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนถึง ความตั้งใจ ความใส่ใจในมิตรภาพ
และการให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
สำหรับผม
นี่ไม่ใช่แค่การต้อนรับตามพิธี แต่คือการต้อนรับด้วย “หัวใจ” ที่ทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้มาในฐานะแขก
แต่มาในฐานะ เพื่อนร่วมทางทางการศึกษา
เมื่อ
“วัฒนธรรมไทย” มีชีวิตในห้องเรียนญี่ปุ่น
กิจกรรมช่วงเช้าเต็มไปด้วยพลังและรอยยิ้ม
ครั้งนี้ไม่ใช่ผมเพียงคนเดียว แต่เป็น พวกเรา – ทีม A
ที่ได้ร่วมกันออกแบบและจัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย ให้กับนักเรียนและคุณครูญี่ปุ่น
ทีม A ได้นำเสนอ ประเพณีสงกรานต์
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ไทย ความสำคัญของครอบครัว การแสดงความเคารพ
และความอบอุ่นในชุมชน จากนั้นห้องเรียนก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เมื่อพวกเราได้ชวนเด็ก ๆ ร่วมรำวงแบบไทย
เด็ก ๆ
ให้ความร่วมมืออย่างดีเยี่ยม ตั้งใจเรียนรู้ท่าทางใหม่ ๆ
และแสดงความตื่นเต้นออกมาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ พวกเรามอบ พวงมาลัยคลองคอดอกรัก
และ เสื้อผ้าลายดอก เป็นของที่ระลึกแทนใจจากประเทศไทย
แม้จะน่าเสียดายนิดหนึ่งที่ไม่สามารถนำภาพเด็ก
ๆ มาเผยแพร่ได้ เนื่องจากเป็น กฎของโรงเรียน แต่ความทรงจำและความรู้สึกในวันนั้น
ยังคงชัดเจนอยู่ในใจของพวกเราทุกคน
รู้จัก
Aijitsu
Elementary School ให้ลึกขึ้น
หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกับเด็ก
ๆ ผมเริ่มมองโรงเรียนแห่งนี้ด้วยสายตาที่ลึกขึ้น ในฐานะ ผู้บริหารการศึกษา โรงเรียนมีประวัติยาวนานกว่า
145 ปี
แม้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ แต่ยังคงรักษา อัตลักษณ์แบบเอโดะ ไว้อย่างงดงาม
อาคารเรียนปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อประมาณ
9 ปีที่ผ่านมา
มีชั้นใต้ดินและอาคาร 4 ชั้น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ตั้งแต่ สระว่ายน้ำเหนือโรงยิม
ไปจนถึงระบบทำความร้อนและความเย็นทั่วทั้งอาคาร
โรงเรียนให้ความสำคัญกับ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ มุ่งพัฒนาเด็กให้ กล้าใช้ภาษาอังกฤษจากคำศัพท์ที่ตนเองมีอย่างมั่นใจ
สาระยามบ่าย:
ภาษาอังกฤษในโลกที่แตกต่าง
ช่วงบ่าย
โหมดนักบริหารกลับมาอีกครั้ง ผมเข้าร่วมการแลกเปลี่ยนหัวข้อ
“การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ภายใต้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม”
การสนทนาไม่ได้หยุดแค่เทคนิคการสอน
แต่ลงลึกถึง รากของวัฒนธรรม ที่ส่งผลต่อการเรียนภาษา ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่า การสอนภาษา
ไม่ใช่แค่คำศัพท์หรือไวยากรณ์ แต่คือการสอนให้เด็ก เข้าใจโลก เข้าใจผู้อื่น
และอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างงดงาม
บทสรุปของวันที่เต็มไปด้วยความหมาย
วันนี้
ไม่ใช่แค่การฟังหรือจดบันทึก แต่คือการ ลงมือทำ เรียนรู้ และรู้สึกจริง
ผมภูมิใจที่ได้ยืนอยู่ตรงนี้
ในนามประเทศไทย และภูมิใจยิ่งกว่า ที่ได้เห็นว่า
ก้าวเล็ก ๆ จากโรงเรียนชนบท
วันนี้ได้สร้างมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่บนเวทีสากลแล้ว
ครบรอบ 3 ปี
ที่คลองมะนาวในปีนี้…
ผมคงไม่มีวันลืมครับ
Day 3: 2 ตุลาคม 2568
ภารกิจ
การเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ณ Bunkyo Junior High School
[ภาคเช้า – จากโต๊ะอาหารโรงแรม
สู่เวทีแลกเปลี่ยนระดับมัธยมต้น]
เช้าวันนี้เริ่มต้นอย่างเรียบง่ายครับ
พวกเรารับประทานอาหารเช้ากันที่โรงแรม
อาหารญี่ปุ่นดูเบาๆ แต่คุณภาพแน่น
ทั้งความสด ความสมดุล และความใส่ใจในรายละเอียด
ผลลัพธ์คือ…
พลังมาเต็ม
แต่ชุดสูทเริ่มตึงตั้งแต่เช้า
เรียกได้ว่า “หล่อเหมือนเดิม
เพิ่มเติมคือแน่น”
หลังอาหารเช้า
พวกเราขึ้นรถบัส
มุ่งหน้าไปยัง
Bunkyo Junior High School
ทันที
วันนี้ไม่ใช่แค่วันศึกษาดูงาน
แต่เป็นวันที่ผมได้รับเกียรติอย่างยิ่ง
ให้ทำหน้าที่เป็น ผู้แทนคณะจากประเทศไทย
กล่าวคำทักทายอย่างเป็นทางการ
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ไมตรี
ระหว่างโรงเรียนของพวกเรากับโรงเรียนมัธยมต้นของญี่ปุ่น
Day 3: 2 ตุลาคม 2568
ภารกิจ การเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนทางการศึกษา ณ Bunkyo Junior High School
บทบาทผู้แทนประเทศไทย
ณ Bunkyo
Junior High School
เมื่อเดินเข้าสู่โรงเรียน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ
ความสุภาพ
และความอบอุ่นแบบญี่ปุ่น
ผมยืนอยู่ตรงนั้น
ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจากชนบทของไทย
แต่ในนามของคณะผู้แทนทั้งประเทศ
และได้กล่าวคำทักทายต่อ
ผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน
ด้วยความรู้สึกภูมิใจจากหัวใจ
คำกล่าวทักทายสร้างสัมพันธ์ไมตรี
เรียน
ท่านผู้บริหาร
คณะครู
และนักเรียนโรงเรียน Bunkyo Junior High School
ที่เคารพทุกท่าน
ผม
นายวิชัย นนทการ
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนาว
จังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย
ในนามของคณะผู้แทนจากประเทศไทย
รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่ง
ที่ได้มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้
และขอขอบคุณทุกท่านอย่างจริงใจ
สำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น
ตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเราได้เดินทางมาถึง
การต้อนรับที่งดงามในวันนี้
ไม่เพียงสร้างความประทับใจแก่พวกเรา
แต่ยังสะท้อนถึง
มิตรภาพ ความเอื้ออาทร
และความปรารถนาดีอันจริงใจ
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ
ของการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
ผมเชื่อมั่นว่า
การพบปะกันในวันนี้
จะไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว
แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ
ที่งดงามและยั่งยืน
นำไปสู่การเรียนรู้ร่วมกัน
ความเข้าใจอันดี
และการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ระหว่างโรงเรียนของพวกเรากับ
โรงเรียน Bunkyo Junior High School
ในนามของคณะผู้แทนจากประเทศไทย
ผมขอขอบคุณอีกครั้ง
สำหรับการต้อนรับอันอบอุ่นในวันนี้
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ความสัมพันธ์ครั้งนี้
จะงอกงาม มั่นคง
และก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับ
เมื่อกล่าวจบ
ผมมองเห็นรอยยิ้ม
แววตาที่ตั้งใจฟัง
และการตอบรับอย่างสุภาพจากทุกฝ่าย
ในวินาทีนั้น
แม้ชุดสูทจะตึงกว่าปกติ
แต่หัวใจกลับเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก
กิจกรรมการเรียนรู้ตลอดวัน
หลังพิธีต้อนรับ
พวกเราได้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน ได้แก่
- การแนะนำโรงเรียนและแนวคิดการจัดการศึกษา
- การสังเกตการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง
- การเดินชมสภาพแวดล้อมและระบบโรงเรียน
- กิจกรรมวัฒนธรรมโดยคณะครูไทย
- การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนักเรียน
- ช่วงถาม–ตอบ
และแลกเปลี่ยนกับนักเรียน
- การแลกเปลี่ยนทางวิชาชีพระหว่างครูไทย–ญี่ปุ่น
- การมอบของที่ระลึก
- การเยี่ยมชมกิจกรรมชมรม
- และการสังเกตการเรียน ภาคค่ำ (Evening
Class)
ทุกกิจกรรม
ไม่ใช่แค่ “ดู”
แต่คือการ “เรียนรู้ผ่านการสัมผัสจริง”
เกร็ดแนวคิดของ Bunkyo Junior High School
โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาผู้เรียน
คือการปลูกฝังให้นักเรียน
- มีหัวใจเอื้ออาทร
- คิดและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
- ดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและปลอดภัย
- และอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีคุณค่า
ภายใต้แนวคิด Team Bunkyo Junior High
School
โรงเรียนเน้นการทำงานเป็นทีมทั้งระบบ
มีการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย
การเรียนรู้รายบุคคล
และการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ
ห้องเรียนทุกห้องมีอุปกรณ์
ICT
และนักเรียนทุกคนมีแท็บเล็ต
เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล
อีกจุดเด่นที่น่าสนใจมาก
คือการจัดการเรียน ภาคค่ำ
เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย
และการมองโลกในมุมสากล
บทเรียนของผอ.ไทยในวันที่ชุดสูทแน่น
วันนี้ผมได้เรียนรู้อีกครั้งว่า
การศึกษาที่ดี
ไม่ได้เกิดจากอาคารหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก
เป้าหมายที่ชัด
ระบบที่ทำงานร่วมกัน
และความเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กทุกคน
แม้วันนี้ชุดจะตึง
แต่หัวใจกลับขยายกว้างกว่าที่เคย
นี่แหละครับ
คุณค่าที่แท้จริงของการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา
ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในเอกสาร
แต่อยู่ใน การได้พบ ได้พูด
และได้รู้สึกจริง
Day 3 (ภาคค่ำ):
แสงสีแห่งชิบูย่า และมิตรภาพของ “8 ชีวิต”
ที่ไม่มีวันหลับใหล
[ภารกิจหลังเลิกงาน – มุ่งสู่ชิบูย่า!]
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางการศึกษาที่อัดแน่นมาตลอดทั้งวัน
ผมและเพื่อนร่วมทีมรวม 8 ชีวิต
ก็ตัดสินใจเปลี่ยนโหมดจากบทบาททางการ
มาเป็น “นักสำรวจยามค่ำคืน” กลางกรุงโตเกียวกันบ้าง
จุดหมายปลายทางของค่ำคืนนี้
คงหนีไม่พ้น ชิบูย่า (Shibuya)
ศูนย์กลางความคึกคักที่ใครมาเยือนญี่ปุ่น
ก็ต้องมาเช็กอินสักครั้งในชีวิต
บทเรียนความซื่อสัตย์จาก “ฮาจิโกะ”
จุดแรกที่พวกเราแวะไป
คือการทักทาย รูปปั้นฮาจิโกะ
สุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่กลายเป็นตำนานของโลก
การได้ยืนอยู่ตรงนั้น
ถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน
ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ถึงความหมายของ
ความซื่อสัตย์ ความอดทน และการทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ
เรื่องราวของฮาจิโกะ
ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่รู้จบ
ส่งต่อพลังบวกและความอบอุ่น
ให้กับผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษก็ตาม
Shibuya Scramble: ความอลังการกลางความวุ่นวาย
จากนั้น
พวกเราเดินต่อไปยังไฮไลต์สำคัญของย่านนี้
Shibuya Scramble Crossing
สี่แยกที่ขึ้นชื่อว่าพลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
วินาทีที่ไฟเขียวสว่างขึ้น
ผู้คนนับร้อยนับพันหลั่งไหลออกมาจากทุกทิศทาง
ข้ามถนนพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
ภาพตรงหน้าดูวุ่นวาย
แต่กลับมีระเบียบในแบบของมันเอง
เป็นความอลังการที่ต้องเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ
ถึงจะเข้าใจ
ความสุขเล็กๆ ของทีม “8 ชีวิต”
ค่ำคืนที่ชิบูย่าในวันนี้
สำหรับผมแล้ว
ไม่ใช่แค่เรื่องของถนน แสงไฟ หรือการเดินเล่น
แต่มันคือ
ความสุขเล็กๆ หลังจากวันทำงานหนัก
ที่พวกเราได้แบ่งปันร่วมกัน
เสียงหัวเราะ
รอยยิ้ม
และบทสนทนาสบายๆ ของเพื่อนร่วมทีมทั้ง 8 คน
ท่ามกลางแสงสีของโตเกียว
คือพลังชั้นดี
ที่ช่วยเติมใจให้พร้อมลุยภารกิจในวันถัดไป
ชิบูย่าในคืนนี้…
ไม่ใช่แค่สวยงาม
แต่เต็มไปด้วยความหมาย
และมิตรภาพที่ผมจะจดจำไปอีกนานครับ
Day 4: มองอนาคตผ่านเลนส์วิชาการ
สู่จิตวิญญาณแห่งประวัติศาสตร์ ณ โตเกียว
4
ตุลาคม 2568
หลังจากแสงสีและพลังของชิบูย่าเมื่อคืน
เช้าวันนี้คณะของพวกเราทั้ง 10 คน
ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง
เพื่อมุ่งหน้าสู่ มหาวิทยาลัยโตเกียวกาคุเกอิ
(Tokyo Gakugei University)
สถาบันที่เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของการผลิตครูในประเทศญี่ปุ่น
ภายใต้โครงการ ACCU ในครั้งนี้
ความรู้สึกจากใจ: ครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่ได้นั่งในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น
บอกตามตรงครับ…
แค่วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปนั่งอยู่ในห้องบรรยายของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น
หัวใจผมเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
นี่ไม่ใช่แค่การมาศึกษาดูงาน
แต่มันคือ ครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนจากชนบทไทย
ได้มีโอกาสมานั่งอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น
ในฐานะ “ผู้เรียน” อย่างแท้จริง
ผมรู้สึกตื่นเต้น
ทั้งดีใจ ภูมิใจ และซาบซึ้ง
กับโอกาสที่ชีวิตมอบให้ในวันนี้
แม้เราจะได้มาเรียนรู้ในต่างประเทศ
ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนเช่นนี้
แต่สำหรับผม
นี่คือโอกาสสำคัญมากในชีวิตของครูคนหนึ่ง
และในความตื่นเต้นนั้น
ก็มีความรู้สึกหนึ่งแทรกเข้ามาอย่างเงียบๆ
ผมแอบคิดในใจว่า…
ถ้าในอดีต
เรามีความรู้มากกว่านี้
มีความสามารถมากกว่านี้
หรือมีใครสักคนแนะนำเส้นทางให้เราก่อนหน้านี้
บางที…
ผมอาจได้มาไกลกว่านี้
อาจมีโอกาสได้นั่งเรียน
ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก
ในฐานะนักศึกษาอย่างเต็มตัว
แต่แทนที่จะเสียดาย
ความคิดนั้นกลับทำให้ผมยิ้ม
เพราะวันนี้
แม้จะมาในบทบาทที่ต่างออกไป
ผมก็ยังได้ “นั่งเรียน”
ในสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงความฝัน
และมันย้ำเตือนผมอีกครั้งว่า
ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้
ตราบใดที่หัวใจยังใฝ่ฝัน
และยังอยากพัฒนาตัวเอง
เพื่ออนาคตของเด็กๆ ที่เราดูแลอยู่
ช่วงเช้า: เมื่อ “อนาคต” เริ่มต้นจากการตั้งคำถาม
ช่วงเช้าของวันนี้
คือช่วงเวลาที่ผมนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ
พวกเราได้รับเกียรติอย่างสูงจาก
ศาสตราจารย์ Iwata Yasuyuki, Ph.D.
ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการผลิตและพัฒนาครู
มาบรรยายในหัวข้อ
“Reconsideration
on Teacher for Future from Japanese Experience”
เพียงคำถามแรกที่ท่านตั้งไว้
ก็ทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันที
“เราจะเตรียมครูอย่างไร
เพื่อนักเรียนในอีก 40–50 ปีข้างหน้า?”
ศาสตราจารย์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
โลกกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ตำราเล่มใดจะไล่ทัน
สังคมในอนาคตต้องการมากกว่าความรู้เชิงเนื้อหา
บทบาทของครู
จึงไม่ใช่แค่ “ผู้ถ่ายทอดความรู้”
แต่คือผู้ที่สามารถ
ตั้งคำถาม
ปรับตัว
และเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน
ในโลกที่ยังไม่รู้คำตอบล่วงหน้า
สิ่งที่ผมตกผลึกได้
บทเรียนจากห้องบรรยายวันนี้
ชัดเจนมากจนต้องจดไว้ในใจ
ครูไม่ใช่แค่คนสอน
แต่คือ “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” (Life-long Learner)
การพัฒนาตนเอง
ไม่ได้สิ้นสุดที่ตำแหน่งผู้อำนวยการ
แต่คือการถามตัวเองอยู่เสมอว่า
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในวันนี้
ยังตอบโจทย์อนาคตของเด็กๆ
ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าหรือไม่
บทเรียนช่วงเช้า
จึงเปรียบเสมือน “เข็มทิศ”
ที่ผมตั้งใจจะนำกลับไปใช้
ที่โรงเรียนบ้านคลองมะนาว
เพื่อเตรียมเด็กๆ ของเรา
ให้พร้อมสำหรับโลกในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า
ช่วงบ่าย: สัมผัสรากเหง้าแห่งเอเชีย
ณ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว
หลังจากเติมพลังสมองด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ช่วงบ่ายพวกเราเปลี่ยนโหมด
ไปสัมผัส “รากเหง้าแห่งอดีต”
ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว (Tokyo
National Museum)
ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น
ก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1872
และเป็นแหล่งรวบรวมสมบัติทางวัฒนธรรม
มากกว่า 110,000 ชิ้น
ผมได้เดินชมศิลปวัตถุญี่ปุ่นดั้งเดิม
เครื่องปั้นดินเผา
และโบราณวัตถุจากทั่วภูมิภาคเอเชีย
ที่หาชมได้ยากยิ่ง
เมื่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต มาพบกัน
การได้ยืนอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์
ที่สืบทอดกันมานับพันปี
ในขณะที่ช่วงเช้าเพิ่งพูดถึง
โลกในอีก 40–50 ปีข้างหน้า
ทำให้ผมตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า
การพัฒนาการศึกษา
ไม่ใช่แค่การวิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
แต่คือการ
ก้าวไปข้างหน้า
โดยไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง
วินาทีที่ได้สัมผัส
ความประณีต ความอดทน
และภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ในศิลปะเหล่านั้น
ผมได้แต่คิดในใจว่า
その瞬間はまさに ミラクル
วินาทีนั้น… คือปาฏิหาริย์จริงๆ
บทสรุปของ Day 4
วันนี้สอนผมว่า
การศึกษาที่แท้จริง
เกิดขึ้นเมื่อ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
สามารถสนทนากันได้
เช้า…
เราพูดถึงครูในอีกครึ่งศตวรรษ
บ่าย… เราเดินอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์พันปี
และตรงกลางของสองสิ่งนั้น
คือหน้าที่ของครู
ที่จะเชื่อมโลกทั้งสามเข้าด้วยกัน
Day 4
ไม่ใช่แค่วันแห่งการเรียนรู้
แต่เป็นวันที่หัวใจของผม
นิ่ง ลึก และชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย
Day
5: ผ้าขาวม้าสระแก้ว มิตรภาพข้ามพรมแดน
และหัวใจของ
“โรงเรียนเพื่อทุกคน”
4 ตุลาคม 2568
| ณ JICA Global Plaza
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่หัวใจของผมพองโตด้วยความภาคภูมิใจครับ
เพราะได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีที่ทั้ง ท้าทาย
ลึกซึ้ง และสำคัญต่ออนาคตของการศึกษาโลก
หัวข้อของวันนี้คือ
“การสร้างโรงเรียนแห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน (Inclusive
Schools)”
เวทีที่ครูไทยและครูญี่ปุ่น
ได้มานั่งล้อมวง เปิดใจ แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กันอย่างจริงจัง
ภายใต้บรรยากาศของความเคารพ ความเข้าใจ
และความเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์
(日タイの教師交流)
ผ้าขาวม้าสระแก้ว:
สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพจากหัวใจ
ช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจมากที่สุด
คือการได้เป็นตัวแทนเล็กๆ จากประเทศไทย
มอบ ผ้าขาวม้า OTOP จากจังหวัดสระแก้ว
แด่ Kuribayashi Tadashi
ผู้อำนวยการกองการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาแห่ง ACCU
ผ้าขาวม้าผืนนี้
อาจเป็นเพียงผืนผ้าในสายตาใครบางคน
แต่สำหรับผม
มันคือสัญลักษณ์ของบ้านเกิด
ของความเรียบง่าย
และของหัวใจครูจากชนบทไทย
วินาทีที่ได้ส่งมอบ
ผมรู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
ที่ได้นำเอกลักษณ์ของสระแก้ว
ไปสร้างรอยยิ้มบนเวทีระดับนานาชาติ
タイの伝統的な布「パーカオマー」を贈呈できて、とても光栄に思います。
(ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มอบผ้าพื้นเมืองของไทยในวันนี้)
บทเรียนจาก
“ครูญี่ปุ่น” ถึง “ครูไทย”
นอกจากการแลกเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์แล้ว
ผมยังได้เรียนรู้เชิงลึกจากเวทีวิชาการอย่างแท้จริง
ผมได้รับฟังมุมมองที่คม ชัด
แต่เปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์
จาก Kiichi Oyasu
ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรการศึกษา ACCU
รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
ครูใหญ่และคุณครูชาวญี่ปุ่นหลายท่าน
(日本の校長先生と先生方)
สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจน
คือความละเอียดอ่อนในการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล
และความตั้งใจจริงในการสร้าง
“โรงเรียนเพื่อทุกคน”
ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่มีความแตกต่างด้านใดก็ตาม
นี่ไม่ใช่แค่แนวคิดในเอกสาร
แต่คือการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง
จากหัวใจของความเป็นครู
ความสนุกไร้พรมแดน:
ชุดไทย VS
ยูกาตะ
หลังจากช่วงวิชาการที่เข้มข้น
บรรยากาศก็ผ่อนคลายลงด้วยพลังของวัฒนธรรมครับ
พวกเราได้นำเสนอวัฒนธรรมไทย
(タイ文化の紹介)
ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้ทั่วทั้งห้อง
และช่วงที่สร้างความประทับใจเป็นพิเศษ
คือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านการแต่งกาย
ระหว่างผมกับ Nozomu Ito
ครูประถมจากเมืองกิฟุ
ภาพของผมในชุดไทย
และคุณครูอิโตะในชุดยูกาตะ
ยืนเคียงข้างกัน
เป็นภาพที่ทั้งสนุก อบอุ่น
และสะท้อนถึงมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างชัดเจนที่สุด
บทสรุปของ
Day
5
วันนี้ทำให้ผมตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า
“พลังของการศึกษา”
เมื่อมาบรรจบกับ
“มิตรภาพข้ามพรมแดน”
มันสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ
ที่ส่งผลยิ่งใหญ่
และยั่งยืน
ต่อเด็กๆ ของพวกเราทุกคนได้จริง
Day 5
จึงไม่ใช่แค่วันแห่งการแลกเปลี่ยน
แต่เป็นวันที่หัวใจของครู
ได้ยืนยันอีกครั้งว่า
โลกใบนี้ยังงดงาม
เมื่อเรายังเชื่อใน
“โรงเรียนเพื่อทุกคน”
เรื่องราวของวันฝนโปรยในโตเกียว
— ณ โอจะโนะมิสึ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจากการทำงานในวันนั้น
ผมมีนัดพิเศษกับเพื่อนต่างวัยคนหนึ่ง
คุณทาคาชิ ฟุคุดะ (Takashi Fukuda / タカシ・フクダ)
เพื่อนทางออนไลน์ที่รู้จักกันมานานกว่าสิบปี
เขาคือคนที่ครั้งหนึ่ง
เคยตั้งใจจะมาเป็นอาสาสมัคร
ในโครงการที่ผมทำเมื่อราวสิบปีก่อน
วันนั้นอาจเป็นเพียงความบังเอิญเล็กๆ
แต่สุดท้ายโชคชะตากลับค่อยๆ พาเรา
มาพบกันจริงๆ ในวันนี้
ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเงียบงัน
โรงแรมที่ผมพักคือ
Ochanomizu Hotel Juraku (お茶の水ホテルジュラク)
ตั้งอยู่ใกล้ สถานี Shin-Ochanomizu
(新御茶ノ水駅)
บนสาย Chiyoda ของ Tokyo Metro
ย่านโอจะโนะมิสึเงียบสงบ
ให้ความรู้สึกคลาสสิกแบบโตเกียวเก่า
ถนนเปียกชื้นจากฝนที่โปรยลงมาเบาๆ
กลิ่นอายของเมืองในวันฝนตก
เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
คุณทาคาชิมารับผมที่หน้าโรงแรม
จากนั้นเราสองคนก็เดินไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ
ชื่อว่า “あけびの実 (Akebi no Mi)”
ร้านไม่ใหญ่ แต่บรรยากาศอบอุ่น
ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ
ภายในร้าน
เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดาชิและซอสโชยุ
กลิ่นที่ทำให้รู้สึกราวกับ
ได้ย้อนเวลากลับไปญี่ปุ่นในยุคเก่า
อบอุ่น เงียบ และเป็นกันเอง
วันนั้นผมแต่งตัวด้วยกางเกงสแล็ค
เสื้อเชิ้ตสีขาว
พกร่มติดมือ
ให้ความรู้สึกคล้ายหนุ่มโตเกียวเล็กๆ
เข้าเมืองตาหลิ่ว… ก็หลิ่วตาตาม
เรานั่งโต๊ะเล็กๆ ริมกระจก
มองออกไปเห็นสายฝนโปรยเบาๆ ด้านนอก
ขณะที่บนโต๊ะค่อยๆ ถูกจัดวาง
ด้วยอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ อย่างประณีต
ทั้งซาชิมิสดใหม่
ซูชิคำพอดี
และมิโซะซุปหอมกลมกล่อม
ทุกอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ
คุณทาคาชิชวนลองดื่ม
Suntory The Premium Malt’s (サントリー・ザ・プレミアム・モルツ)
เบียร์ญี่ปุ่นระดับพรีเมียม รสนุ่มละมุน
ผมเองปกติไม่ใช่คนดื่มมากนัก
แต่ในวันนั้น
ด้วยไมตรีและมิตรภาพที่ยาวนาน
ผมจึงดื่มไปพอประมาณ
เพื่อเติมความอบอุ่นให้กับบรรยากาศ
ระหว่างมื้ออาหาร
เราพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
ทั้งเรื่องชีวิต การทำงาน
และแนวคิดเรื่อง Ikigai (いきがい)
เหตุผลของการมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย
คุณทาคาชิยังชวนผมลองใช้ AI
สร้างภาพอนิเมะของพวกเราด้วย
ผลลัพธ์ออกมาน่ารักเกินคาด
จนเราสองคนหัวเราะกันไม่หยุด
ก่อนกลับ
คุณทาคาชิเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์
ระหว่างที่ผมรอ
มีชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งหันมาถามอย่างสุภาพว่า
“タイの方ですか?”
(เป็นคนไทยใช่ไหมครับ)
ผมตอบไปว่า
“はい、タイ人です。”
เขายิ้มอย่างอบอุ่น
แล้วพูดภาษาไทยกลับมาว่า
“สวัสดีครับ”
เราคุยกันสั้นๆ
เขาเล่าว่าเคยไปเที่ยวประเทศไทย
และชื่นชอบอาหารไทยมาก
วันนั้นเป็นวันที่ดูเหมือนธรรมดา
แต่กลับพิเศษอย่างประหลาด
เหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์ญี่ปุ่น
ฝนตกเบาๆ
บรรยากาศอบอุ่น
เรียบง่าย
แต่เต็มไปด้วยความหมาย ??
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
แต่ผมรู้ดีว่า
มันจะกลายเป็นความทรงจำ
ที่ผมจะเก็บไว้ในใจไปอีกนาน
บางมิตรภาพ
อาจเริ่มต้นจากโลกออนไลน์…
แต่วันหนึ่ง
โชคชะตาก็จะพาเรา
มาพบกันในโลกจริง
Day
6: บทสรุป “ก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่”
จากหัวใจโตเกียว
สู่โรงเรียนบ้านคลองมะนาว
5 ตุลาคม 2568
| ณ สำนักงาน ACCU กรุงโตเกียว
เช้าวันสุดท้ายของการเดินทาง
พวกเราเดินเท้าจากที่พัก
มุ่งหน้าสู่สำนักงาน ACCU ใจกลางกรุงโตเกียว
เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนผลการเข้าร่วมโครงการ
(Reflection)
บรรยากาศในเช้าวันนั้น
เต็มไปด้วยความนิ่ง เงียบ และตื้นตันใจ
เมื่อมองย้อนกลับไป
ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวลงจากเครื่องบิน
จนถึงวินาทีสุดท้ายของวันนี้
ผมรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า
นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางธรรมดา
แต่มันคือ
“ประวัติศาสตร์บทหนึ่งของชีวิต”
ที่ถูกสลักไว้ในหัวใจ
และจะอยู่กับผมไปตลอดกาล
เมื่อความฝัน
ได้ยืนอยู่บนเวทีโลก
ก้าวเล็กๆ
บนเวทีการศึกษาโลกในครั้งนี้
คือหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของผม
เพราะมันคือการได้ทำตามความฝัน
ให้กลายเป็นความจริง
ผมขอกราบขอบพระคุณ
กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย
และ
กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ของญี่ปุ่น (MEXT)
ที่มอบโอกาสอันทรงคุณค่านี้ให้กับผม
ในฐานะ
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนาว
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2
ตัวแทนประเทศไทย
บนเส้นทางครูสู่สากล
การได้เป็นหนึ่งในผู้แทนประเทศไทย
เข้าร่วม
โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 11 ณ ประเทศญี่ปุ่น
(The 11th International Educational Exchange Program in Japan)
ภายใต้การสนับสนุนของ
ACCU
รัฐบาลญี่ปุ่น
และ UNESCO
สำหรับผม
มันไม่ใช่แค่การมาศึกษาดูงาน
แต่มันคือ
การเปิดประตูสู่โลกกว้าง
เพื่อเรียนรู้
เพื่อมองเห็น
และเพื่อหอบเอา “แสงสว่าง”
กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง
แรงพลังเพื่อ
“โรงเรียนเล็ก หัวใจใหญ่”
ตลอดระยะเวลาของโครงการ
ผมได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
ทั้งระบบการศึกษาที่เปี่ยมด้วยวินัย
การใช้เทคโนโลยีอย่างมีความหมาย
การพัฒนาครูเพื่ออนาคตในอีก 50 ปีข้างหน้า
และสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด
คือ มิตรภาพข้ามพรมแดน
ที่เกิดจากหัวใจของความเป็นครู
ไม่ว่าชาติ ภาษา หรือวัฒนธรรมใด
ประสบการณ์ทั้งหมดนี้
จะกลายเป็นพลังสำคัญ
ที่ผมตั้งใจจะนำกลับไปต่อยอด
เพื่อพัฒนา
“โรงเรียนเล็ก หัวใจใหญ่”
ของพวกเรา
ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความขอบคุณ
ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน
ทุกแรงสนับสนุน
และทุกกำลังใจ
ที่ทำให้ก้าวเล็กๆ ของผมในครั้งนี้
กลายเป็น
ก้าวที่ยิ่งใหญ่บนเส้นทางครูไทยสู่สากล
โตเกียว…
ขอบคุณสำหรับบทเรียนอันล้ำค่า
คลองมะนาว…
ผมกำลังหอบเอาแรงบันดาลใจ
กลับไปหาเด็กๆ แล้วครับ
ส่งท้ายโตเกียว:
จากศรัทธาที่อาซากุสะ
สู่คำสัญญา
“พบกันที่ไทย”
[ช่วงบ่าย
– มนต์ขลังแห่งอาซากุสะ]
ก่อนที่ภารกิจทั้งหมดจะสิ้นสุดลง
ผมมีโอกาสได้ไปเยือน วัดอาซากุสะ (Sensō-ji)
หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงที่สุดของกรุงโตเกียว
เป็นวัดที่ใครมาเยือนญี่ปุ่นก็มักตั้งใจแวะมาให้ได้สักครั้งในชีวิต
วินาทีที่ผมยืนอยู่หน้า
ประตูคามินาริมง (Kaminarimon) กับ โคมแดงยักษ์ ที่เป็นสัญลักษณ์ของวัด
ผมสัมผัสได้ถึง พลังของศรัทธา และ ลมหายใจของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ที่สืบทอดกันมายาวนานกว่าพันปี
เกร็ดความรู้เล็ก
ๆ ของอาซากุสะ
วัดอาซากุสะ ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว
สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 628 และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเอโดะในอดีต
ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ “พื้นที่แห่งศรัทธา” ที่ผู้คนมาขอพร ตั้งแต่เรื่องชีวิต การงาน สุขภาพ ไปจนถึง การเริ่มต้นสิ่งใหม่
ๆ
การได้เดินผ่าน ถนนนากามิเสะ
ท่ามกลางผู้คนจากหลากหลายชาติ ในบรรยากาศเมืองเก่า ทำให้หัวใจผม สงบอย่างประหลาด
ผมใช้เวลาช่วงนั้นทบทวนเรื่องราวตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง
ทั้งความตื่นเต้น ความท้าทาย มิตรภาพ และบทเรียนชีวิต เหมือนอาซากุสะช่วยให้ผม
“หยุด… เพื่อฟังเสียงหัวใจตัวเองอีกครั้ง”
มื้อค่ำแห่งมิตรภาพ:
คำขอบคุณแด่ผู้ดูแลหัวใจของการเดินทาง
ในช่วงค่ำ
ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ อบอุ่นและประทับใจมาก
ผมและทีมได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ
คุณยาริกะ และ คุณฮาริกะ เจ้าหน้าที่จาก ACCU
ผู้ที่คอยดูแลพวกเราอย่างใกล้ชิด ใส่ใจในทุกรายละเอียด
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง
บนโต๊ะอาหารในคืนนั้น
เต็มไปด้วย เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
ผมได้กล่าวขอบคุณพวกเธอ
สำหรับ มิตรภาพ ความทุ่มเท และความทรงจำดี ๆ ที่ผมมั่นใจว่าจะอยู่ในใจไปอีกนาน
ก่อนจะแยกย้าย
ผมฝากคำสัญญาเล็ก ๆ ไว้ด้วยรอยยิ้มว่า
「次はタイでね!」
(Tsugi wa Tai de ne!)
“ครั้งหน้ามาพบกันที่ประเทศไทยนะครับ”
เป็นประโยคสั้น
ๆ แต่เต็มไปด้วย ความหมาย และ ความหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ในบ้านของผม
บทสรุปการเดินทาง
โตเกียวในทริปนี้
ไม่ได้มอบให้ผมเพียง ความรู้ทางการศึกษา หรือ ประสบการณ์ระดับนานาชาติ
แต่มันมอบ
“มิตรภาพที่ไร้พรมแดน”
ศรัทธาที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน
และ แรงบันดาลใจ
ที่ผมจะนำกลับไปต่อยอด
เพื่อเด็ก ๆ และ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ของเรา
ขอบคุณโตเกียว
ขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทาง
และขอบคุณทุกหัวใจ
ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้
กลายเป็นหนึ่งใน
หน้าประวัติศาสตร์ชีวิตที่งดงามที่สุดของผม
BKM
Blog Category
ล่าสุด
-
Japan–Thailand Cultural Exchange Activity Learning Through Traditional Folk Music (Online... -
นิเทศชั้นเรียน Conducted classroom learning supervision -
Democracy Week Promotion Project in Educational Institutions. Public Relations News Mr. Wichai Nontakan, D... -
Where a Dream Began: Thai Teachers’ Journey to America จุดเริ่มต้นของความฝัน : เส้นทางครูไทยสู่แผ่นดินอเมริกา2017 เรื่องเล่านี้ถ่ายทอดประสบการณ์ของครูไทยคนหนึ่งใ... -
From a Small School to the Global Stage (2025) : A Major Step on Japan’s Educational Journeyจากโรงเรียนเล็กสู่เวทีโลก (2025): ก้าวที่ยิ่งใหญ่บนเส้นทางจารึกทางการศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ผอ.วิชัย นนทการ ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนครูไ...