2026 The Blue Passport & The Mission: โลกที่กว้างขึ้น กับหัวใจที่ชัดเจนกว่าเดิม ได้รับเกียรติ 1 ในผู้ได้รับ ทุนรัฐบาลอินเดีย (ITEC Scholarship) ในการพัฒนาศักยภาพนักบริหารระดับสูง หลักสูตร IPHEI ณ สถาบัน NIEPA กรุงนิวเดลี สถาบันพัฒนาการศึกษาระดับนานาชาติ
The Blue Passport & The Mission: โลกที่กว้างขึ้น
กับหัวใจที่ชัดเจนกว่าเดิม
“จากความมุ่งมั่น...
สู่โอกาสระดับสากล”
ย้อนกลับไปตอนปี 2569 ผมได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตครั้งหนึ่ง คือการได้รับทุนรัฐบาลอินเดีย (ITEC Scholarship) ในฐานะตัวแทนประเทศไทย บินไปอัปเดตวิชาการในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง (IPHEI) ที่สถาบัน NIEPA ณ กรุงนิวเดลี ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่คอยกำหนดทิศทางการศึกษาในระดับโลกเลยครับ
ตลอดเส้นทางใน "The India Chapter" ห้องเรียนของผมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรอบสี่เหลี่ยม หรือเป็นแค่การมานั่งแลกเปลี่ยนแผนกลยุทธ์กับเพื่อนผู้บริหารจาก 16 ประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนนวัตกรรมเท่านั้น แต่มันคือการได้เปิดตาเปิดใจเรียนรู้โลกกว้างผ่านการเดินทางเชิงวัฒนธรรม ได้เห็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และที่ล้ำค่าที่สุดคือการได้สร้าง "มิตรภาพไร้พรมแดน" กับเพื่อนครูจากทั่วทุกทวีป มันเป็นประสบการณ์จริงที่ต่อให้เปิดตำราอ่านกี่เล่มก็ไม่มีทางหาได้
สำหรับผม ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อชื่อเสียงส่วนตัว แต่มันคือการเดินทางไปเก็บเกี่ยว "อาวุธทางปัญญา" และเติมไฟแรงบันดาลใจกลับมา เพื่อลงมือปฏิรูป โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ของเราให้ก้าวไปสู่มาตรฐานสากล
ทริปนี้มันพิสูจน์ให้ผมเห็นกับตาเลยว่า... ขนาดของโรงเรียน ไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อขนาดของวิสัยทัศน์ และเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ ขอแค่มีผู้นำที่พร้อมจะเปิดใจเรียนรู้และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งครับ ️
[The India Chapter: บันทึกก้าวที่กล้า... สู่บทเรียนชีวิตในแดนภารตะ]
ตอนที่ 0.1: "การเตรียมตัว... ในวันที่โอกาสมาเคาะประตู"
หลายคนมักกล่าวว่า "โอกาสมักจะเป็นของคนที่พร้อมเสมอ" แต่สำหรับข้าพเจ้า โอกาสครั้งนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือน "ครู" ที่มาเตือนสติว่า ข้าพเจ้าต้องขยันและเรียนรู้ให้มากกว่าที่เคยเป็นมา
เมื่อได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ อนุมัติให้เข้าร่วมหลักสูตร "International Programme on Institutional Planning for Heads of Educational Institutions" ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ความรู้สึกแรกไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่เป็นความรู้สึกถึง "ความรับผิดชอบ" อันยิ่งใหญ่ที่เพิ่มพูนขึ้น
ก้าวเล็กๆ ของผู้อำนวยการโรงเรียนชายแดน ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนาว ข้าพเจ้ามักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า เราจะช่วยให้ลูกๆ นักเรียนมองเห็นโลกที่กว้างกว่าเดิมได้อย่างไร? คำตอบนั้นง่ายมาก คือ "เราต้องก้าวออกไปให้เห็นก่อน" เพื่อที่จะกลับมาบอกพวกเขาได้ว่า ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดไหนบนแผนที่โลก หากคุณไม่หยุดเรียนรู้ โลกใบนี้จะมีที่ว่างให้คุณเสมอ
เบื้องหลังรอยยิ้ม: การเตรียมตัวที่เข้มข้น ในระหว่างที่รอหนังสือเดินทางราชการ (พาสปอร์ตสีน้ำเงิน) งานเบื้องหลังที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังจดจ่ออยู่กับการร่าง Country Paper Presentation ซึ่งต้องรวบรวมข้อมูล โครงสร้างระบบการศึกษาของไทย อย่างละเอียดและประณีต
การตรวจสอบข้อมูล: ทุกรายละเอียดต้องแม่นยำ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตัวเอง แต่กำลังนำเสนอนวัตกรรมทางการศึกษาของชาติบนเวทีระดับสากล
การพัฒนาตนเอง: ทุกค่ำคืนคือเวลาของการฝึกฝนทักษะทางภาษาและเตรียมข้อมูล ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการไปในฐานะผู้รับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการไปในฐานะผู้ให้ เพื่อแบ่งปันความเป็นเลิศของครูไทยให้เพื่อนร่วมวิชาชีพจากทั่วโลกได้รับรู้
ความเชื่อมั่นบนเส้นทางสายวิชาการ ข่าวดีประการหนึ่งที่ช่วยให้ข้าพเจ้าคลายความกังวล คือการได้ทราบว่าจะมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเดินทางไปในนามตัวแทนประเทศไทยด้วย การได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุดมศึกษาระหว่างการเดินทาง จะช่วยเติมเต็มความรู้ที่ข้าพเจ้าจะนำกลับมาฝากเด็กๆ ของเราได้อย่างแน่นอน
บทเรียนจากก้าวแรก ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเดินทางไปไกลแค่ไหน แต่วัดที่ว่าเรา "เตรียมตัว" มาดีเพียงใด และเรามี "ความตั้งใจ" ที่จะส่งต่อสิ่งนั้นให้แก่ผู้ที่รอคอยเราอยู่มากน้อยเพียงใด
ข้าพเจ้าจะคอยอัปเดตเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้เป็นระยะ ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดความสำเร็จ แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า "พวกเราทุกคนทำได้" หากเรากล้าพอที่จะเริ่มก้าวแรก
ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมายังโรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ ภารกิจเพื่อ "เมล็ดพันธุ์ทางปัญญา" ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
[The India Chapter : บันทึกก้าวที่กล้า... สู่บทเรียนชีวิตในแดนภารตะ]
ตอนที่ 0.3: "สัมภาระแห่งความรับผิดชอบ... จากคลองมะนาวสู่ใจกลางภารตะ"
เข็มนาฬิกากำลังนับถอยหลังสู่ 4 วันสุดท้ายก่อนออกเดินทางครับ...
บรรยากาศที่โรงเรียนบ้านคลองมะนาวในช่วงนี้ เต็มไปด้วยภารกิจที่เร่งเร้าพอๆ กับอุณหภูมิในเดือนเมษายน ในฐานะผู้บริหาร ผมรู้ดีว่านี่คือ "จุดเปลี่ยน" ที่สำคัญที่สุด ใจหนึ่งต้องจดจ่ออยู่กับการเตรียมตัวสู่เวทีโลก แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องวางรากฐานที่นี่ให้มั่นคงที่สุดในช่วงที่ผมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
โต๊ะทำงานของผมในวันนี้เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ต้องสะสางให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทั้งการประชุมสรุปงานกับคณะครูเพื่อถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา และการวางหมุดหมายสำหรับปีการศึกษาใหม่ที่กำลังจะถึง ผมใช้เวลาช่วงนี้เดินตรวจตรางานพัฒนาอาคารสถานที่เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะพร้อมที่สุดสำหรับวันเปิดเทอม
งานสุดท้ายที่สำคัญยิ่งคือ การประชุมร่วมกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อรายงานความสำเร็จของเด็กๆ และแจ้งกำหนดการเดินทางปฏิบัติราชการครั้งนี้ให้ชุมชนได้รับทราบ พร้อมกันนั้นผมได้มอบหมายงานรักษาการแทนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ฟันเฟืองทุกตัวของโรงเรียนยังคงหมุนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด
การจัดกระเป๋าที่เต็มไปด้วยความหมาย ในยามค่ำคืน การจัดกระเป๋าเดินทางกลายเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ทบทวนตัวเอง ผมบรรจงจัดวางชุดสูทสากลที่จะใช้บนเวทีนานาชาติ ณ สถาบัน NIEPA คู่กับยาสามัญประจำตัวที่จำเป็นต้องพกไปเผชิญกับหน้าร้อนที่ขึ้นชื่อของนิวเดลี
แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์และผมตั้งใจพกไปในฐานะ "ทูตวัฒนธรรม" คือ ผ้าขาวม้า OTOP จากบ้านหนองโกวิทย์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ครับ ผมอยากให้ผ้าทอผืนงามจากภูมิปัญญาชาวบ้านใกล้โรงเรียนเรา เป็นสื่อกลางสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน เป็นของที่ระลึกที่เปี่ยมด้วยความหมายที่จะมอบให้เพื่อนร่วมหลักสูตรจากนานาชาติ เพื่อบอกว่า "Soft Power" ของไทยเรานั้นงดงามเพียงใด
ภาพสะท้อนของการเดินทางสองช่วงวัย เมื่อมองดู พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ใบแรกในมือ ความทรงจำเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วก็ผุดขึ้นมาครับ... ครั้งนั้นผมเคยได้รับโอกาสจากทุนแสวงบุญมาเยือนแผ่นดินอินเดียเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อ "ขัดเกลาจิตใจ"
แต่ครั้งนี้ ภายใต้ทุน ITEC จากรัฐบาลอินเดีย ผมกลับมาในบทบาทที่ต่างออกไป คือการมาเพื่อ "พัฒนาปัญญา" ในระดับนักบริหาร ผมขอบคุณโอกาสครั้งที่สองนี้ที่ทำให้ผมได้กลับมาเยือนแผ่นดินที่คุ้นเคย ในมุมมองที่กว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเดิม
บทสรุปของวันนี้: พาสปอร์ตพร้อม ตั๋วเครื่องบินพร้อม และที่สำคัญคือ "ความรับผิดชอบ" ที่ผมเตรียมส่งต่องานอย่างครบถ้วน ผมไม่ได้เดินทางเพื่อแสวงหาเกียรติยศส่วนตน แต่เดินทางเพื่อนำปัญญาและนวัตกรรมใหม่ๆ กลับมาสร้างโอกาสให้ลูกศิษย์ที่ผมรัก
"จากกี่ทอผ้าในหมู่บ้าน... สู่มาตรฐานสากลบนเวทีโลก... ก้าวต่อไปเริ่มต้นขึ้นแล้ว"
[The India Chapter: ทุนรัฐบาลอินเดีย 2026 – บันทึก ผอ.วิชัย]
บทที่ 3: Namaste India! จากรันเวย์สุวรรณภูมิ... สู่รั้วสถาบัน NIEPA นิวเดลี 30 มีนาคม 2569 | เวลา 07.00 น. (เวลาอินเดีย) ณ สถาบันวางแผนและบริหารการศึกษาแห่งชาติ (NIEPA) นิวเดลี
สวัสดีตอนเช้าจากอินเดียครับ! ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาในโพสต์ก่อนหน้านี้อย่างล้นหลามครับ พลังใจเหล่านี้ทำให้ผมมีแรงฮึดมากจริงๆ ส่วนตัวแล้วผมชอบบันทึกการเดินทางแบบนี้ไว้ เพราะมันไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่มันคือแรงบันดาลใจสำหรับก้าวต่อๆ ไปในอนาคตครับ
เช้าวันแรกของผมเริ่มต้นขึ้นหลังจากผ่านพ้นค่ำคืนที่ยาวนาน กว่าจะเช็คอินและได้เอนหลังนอนจริงๆ ก็ปาเข้าไปตี 3 ยอมรับเลยว่าเพลียครับ แต่ความตื่นเต้นนั้นมีมากกว่า ตอนนี้ผมเข้าพักที่หอนักศึกษานานาชาติของสถาบัน NIEPA บรรยากาศเรียบง่ายและเป็นกันเองมากครับ ชวนให้นึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับมาสวมบทบาท "นักเรียน" อีกครั้งอย่างเต็มตัว
สัมผัสแรกกับ IndiGo: ก้าวสู่เวทีระดับโลก ย้อนกลับไปเมื่อวาน การเดินทางเริ่มต้นขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทริปนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้ พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ทำให้ผ่านช่องทาง Fast Track ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการเริ่มต้นภารกิจที่ประทับใจมากครับ
ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางกับสายการบิน IndiGo ซึ่งมีรายละเอียดที่น่ารักและเป็นเอกลักษณ์มากครับ ตั้งแต่คู่มือความปลอดภัยรูปการ์ตูนชาวอินเดียไว้หนวด ไปจนถึงเกมทายปัญหาเกี่ยวกับอวกาศบนแก้วชามัสซาลา ช่วยให้การบิน 4 ชั่วโมงครึ่งไม่น่าเบื่อเลย ส่วนมื้อค่ำผมได้ลองสลัดไก่ (Chicken Supreme Salad) รสชาติถือว่าดีเลยครับ
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง: สัมภาระแห่งความห่วงใย ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ นอกจากเอกสารวิชาการแล้ว ผมยังเตรียม "ชุดอุปกรณ์เอาตัวรอด" มาเต็มที่ครับ ทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแห้ง หน้ากากอนามัย และยาสามัญชุดใหญ่สำหรับ 2 สัปดาห์นี้ การได้แวะทานมื้อเช้าง่ายๆ ที่เซเว่นฯ ในสนามบินก่อนขึ้นเครื่อง ทำให้ผมมีเวลาทบทวนจนมั่นใจว่างานที่ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ถูกจัดสรรไว้อย่างเป็นระบบแล้ว เพื่อให้คณะครูและลูกๆ นักเรียนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในวันที่ผมไม่อยู่ครับ
Namaste นิวเดลี! และมิตรภาพที่เริ่มต้นขึ้น เครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติอินทิรา คานธี (IGI) ในช่วงดึก (เวลาอินเดียช้ากว่าไทย 1 ชม. ครึ่ง) สนามบินที่นี่กว้างใหญ่และทันสมัยมากครับ ประทับใจรูปปั้น "มุทรา" (สัญลักษณ์รูปมือสีทอง) ที่ต้อนรับเราอย่างสง่างาม เมื่อผ่าน ตม. ออกมาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมงานของ NIEPA ครับ
ในกลุ่ม WhatsApp ผมเห็นรายชื่อเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 30 คน ซึ่งเป็นผู้นำทางการศึกษาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก! และที่โชคดีที่สุดคือทริปนี้มีคนไทยอีกท่านหนึ่งร่วมเดินทางด้วย เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (ดร.) จากกระทรวง อว. ซึ่งอายุน้อยกว่าผมเพียงปีเดียว การมี "เพื่อนคู่คิด" ที่เป็นคนไทยด้วยกันแบบนี้ทำให้ผมอุ่นใจและมั่นใจมากครับ ว่าเราจะช่วยสนับสนุนกันและกันทั้งเรื่องวิชาการและการใช้ชีวิตที่นี่
โต๊ะทำงานแห่งความฝัน: ของขวัญจากประเทศไทย ตอนนี้ผมจัดโต๊ะทำงานในห้องพักเรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจพรุ่งนี้ และที่ขาดไม่ได้คือ "ของขวัญชิ้นเล็กๆ จากประเทศไทย" ที่ผมเตรียมมามอบให้เพื่อนร่วมคลาสชาวต่างชาติ เพื่อเป็นการเปิดบทสนทนาและสร้างมิตรภาพที่ดีตั้งแต่วันแรกครับ
แม้ตอนแรกจะ "No Idea" ว่าที่พักจะเป็นอย่างไร แต่บรรยากาศหอนักศึกษาที่คุ้นเคยทำให้ผมเชื่อมั่นว่า 12 วันต่อจากนี้ที่ NIEPA สถาบันระดับแนวหน้าของอินเดีย จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ล้ำค่าและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกับผู้นำทางการศึกษาจากทั่วโลกครับ
หัวใจของ "ตัวแทนประเทศไทย" พร้อมลุยเต็มที่ครับ! แล้วพบกันในบทเรียนวันแรกนะครับ!
[The India Chapter: ทุนรัฐบาลอินเดีย 2026 – บันทึก ผอ.วิชัย]
บทที่ 4: First Class... ก้าวแรกบนเวทีการศึกษาระดับโลก 30 มีนาคม 2569 | ณ สถาบัน NIEPA นิวเดลี
แม้จะได้พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง (เนื่องจากกว่าจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตี 3) แต่เช้านี้ผมตื่นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นและเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ครับ เพราะวันนี้คือ "วันแรก" ของการฝึกอบรม ณ สถาบัน NIEPA ซึ่งเป็นสถาบันระดับชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถืออย่างสูงในด้านการวางแผนและบริหารจัดการศึกษาของอินเดีย
มิตรภาพไร้พรมแดน: 30 ชีวิต จาก 20 ประเทศ บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยพลังที่น่าตื่นเต้นครับ ผมได้พบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นผู้นำทางการศึกษาจาก 20 ประเทศ ทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งหมด 30 ท่าน โดยมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ อาทิ ชาด, อียิปต์, จาไมกา, เคนยา, ไลบีเรีย, มาลาวี, มอริเชียส, เมียนมา, รัสเซีย, แทนซาเนีย, ตุรกี, เติร์กเมนิสถาน, ยูกันดา, อินเดีย และอุซเบกิสถาน
วินาทีที่ผมแนะนำตัวว่ามาจาก "Thailand" ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุด พาสปอร์ตราชการเล่มสีน้ำเงิน ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจผมเสมอว่า ผมมาที่นี่ในฐานะตัวแทนของประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้กลับไปพัฒนาระบบการศึกษาบ้านเรา
บทเรียนแรก: บทบาทผู้นำและการวางแผนเชิงสถาบัน วันนี้เราเริ่มต้นเจาะลึกในหัวข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของการบริหาร:
Role of Leadership and Management in Institutional Planning: การวิเคราะห์บทบาทสำคัญของผู้นำที่มีผลต่อการบริหารจัดการองค์กร
Institutional Planning: กระบวนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและนำไปปฏิบัติได้จริง
Leadership and Governance: ภาวะผู้นำที่มาพร้อมกับระบบธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้
วิทยากรทุกท่านถ่ายทอดความรู้ได้น่าสนใจและชวนติดตามมากครับ ทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ผู้บริหารยุคใหม่ต้องสามารถประสาน "ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์" เข้ากับ "เทคนิคการวางแผนที่เป็นระบบ" เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว
สัมผัสแรกกับอรรถรสแห่งอาหารอินเดียต้นตำรับ ในช่วงพักเที่ยง ผมได้ลิ้มลองอาหารอินเดียแบบต้นตำรับเป็นครั้งแรก รสชาติมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย แม้จะแตกต่างจากรสชาติที่คุ้นเคยในเมืองไทย แต่ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านสุนทรียศาสตร์ทางอาหาร (แต่ถึงอย่างนั้น ในห้องพักผมก็ยังมี "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" เตรียมพร้อมไว้เป็นแผนสำรองนะครับ!)
ก้าวต่อไป... การเดินทางเพื่อการเรียนรู้ใน 12 วันนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ผมมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าจากทั้งเพื่อนร่วมวิชาชีพนานาชาติและวิทยากรระดับโลก เพื่อนำแรงบันดาลใจเหล่านี้กลับไปส่งต่อให้คณะครูและลูกๆ นักเรียนที่ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ครับ
ขอบคุณทุกกำลังใจจากประเทศไทยที่ส่งมาให้เสมอครับ!
[The India Chapter: บันทึกยามเย็น... มิตรภาพไทย-เคนยา ในใจกลางนิวเดลี]
30 มีนาคม 2569 | หลังเลิกเรียนวิชา Leadership & Management
เมื่อแดดร่มลมตกในเย็นวันนี้ ผมได้ชวนเพื่อนร่วมทางคนไทย รศ.ดร.สิรส (รุ่นน้องที่อายุห่างกันเพียงปีเดียว) พร้อมด้วยเพื่อนใหม่ Mr. Jeremiah ท่านผู้อำนวยการวิทยาลัยฝึกอาชีพจาก ประเทศเคนยา ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวอินเดียที่ตลาดท้องถิ่นบริเวณรอบนอกรั้วสถาบัน NIEPA ครับ
ภารกิจเสบียงและ "ซิมโฟนีเสียงแตร" แห่งนิวเดลี เป้าหมายหลักของเราคือการตุนเสบียงครับ เย็นนี้ผมได้น้ำดื่มมา 1 แพ็ก และส้มสดๆ อีก 1 กิโลกรัม ระหว่างทางเราได้เห็นวิถีชีวิตที่แท้จริงของชาวเดลี โดยเฉพาะ "เสียงแตร" ที่ดังระงมเป็นจังหวะตลอดเวลาจนกลายเป็นเรื่องปกติของที่นี่ไปแล้ว แต่นี่แหละครับคือสีสันและจังหวะชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของนิวเดลีที่ทำให้พวกเราตื่นตาตื่นใจมาก
บทเรียนนอกห้องเรียน: วัฒนธรรมคือส่วนหนึ่งของการศึกษา การมาเรียนรู้ระบบการศึกษาในระดับนานาชาติครั้งนี้ ผมตระหนักว่าเราต้องทำความเข้าใจมากกว่าแค่สิ่งที่อยู่ในตำราครับ การจะ "เข้าถึงหัวใจของการศึกษา" จำเป็นต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมที่หลากหลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการกินที่แตกต่าง หรือวิถีชีวิตที่เราไม่คุ้นเคย การเปิดใจยอมรับความต่างนี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญของการสร้างความร่วมมือทางการศึกษาระดับโลก
ตะลุย Street Food และเสบียง "กันเหนียว" จากเมืองไทย เราสามคนเดินชมตลาดพร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารโรงเรียนระหว่างไทยกับเคนยาอย่างออกรส และที่ขาดไม่ได้คือการลอง "Street Food" ของจริง! โดยเราเน้นเลือกร้านที่ดูสะอาด ปรุงสุกใหม่ และที่สำคัญคือต้อง "การ์ดไม่ตก" เรื่องสุขอนามัย เจลล้างมือต้องพร้อมตลอดเวลาครับ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมอุ่นใจที่สุดคือในห้องพักยังมีเสบียงไม้ตายที่เตรียมมาจากบ้านอย่าง "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" และ "ข้าวกระยาสารท" ของโปรดครับ เอาไว้ทาน "กันเหนียว" ในมื้อที่ไม่ถูกปากหรือหิวช่วงดึก รสชาติไทยๆ ที่คุ้นเคยนี่แหละครับที่ช่วยเติมพลังให้ผมพร้อมสู้ต่อในวันพรุ่งนี้
ความภูมิใจในฐานะตัวแทนประเทศไทย มิตรภาพที่เกิดขึ้นในเย็นวันนี้ทำให้เห็นว่า "การศึกษา" คือภาษาสากลที่เชื่อมเราเข้าด้วยกันได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเคนยา เราต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการพัฒนาเด็กๆ คืนนี้ผมเตรียมแลกเงินเพื่อเตรียมตัวสำหรับ "วันหยุด" พรุ่งนี้ (31 มี.ค. วัน Mahavir Jayanti) แผนการสำรวจเมืองนิวเดลีแบบเต็มตัวรออยู่ครับ!
[The India Chapter: บันทึกหน้าพิเศษ... เจาะลึกอารยธรรมและความต่างที่ลงตัวในนิวเดลี]
31 มีนาคม 2569 | วันหยุด Mahavir Jayanti, นิวเดลี
เช้าวันที่สองของผมในอินเดียเริ่มต้นด้วยความสงบเงียบที่ดูแปลกตาครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวัน Mahavir Jayanti ซึ่งเป็นวันหยุดราชการสำคัญ เมืองนิวเดลีจึงดูผ่อนคลายลงและเป็นโอกาสดีให้พวกเราได้ออกสำรวจ ผมตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อสะสางภารกิจส่วนตัว ก่อนจะลงไปทานมื้อเช้าที่ห้องอาหารของสถาบัน NIEPA ในเวลา 08.00 น.
#การทูตบนโต๊ะอาหาร และ "น้ำใจจากไทย" ขณะที่เพื่อนผู้นำหลายท่านแยกย้ายไปตามแผนของตน แต่กลุ่ม "สามทหารเสือ" ของเรา อันประกอบด้วยผม, รศ.ดร.สิรส และ Mr. Jeremiah ผู้อำนวยการวิทยาลัยจากเคนยา กลับนั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนมุมมองการบริหารโรงเรียนอย่างลึกซึ้งจนลืมเวลา ผมได้ทำหน้าที่ "กัลยาณมิตร" แบ่งปันยาสามัญและ ข้าวกระยาสารท ของอร่อยจากเมืองไทยให้กับ Mr. Jeremiah ที่เริ่มมีอาการแพ้อากาศ ตอนนี้เราสามคนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันไปแล้วครับ
09:00 น. เริ่มต้นการเดินทางที่เหนือความคาดหมาย รถที่นัดไว้มารับเราตรงเวลา ทันทีที่รถเคลื่อนตัวผ่านถนนสายหลัก ภาพจำเดิมๆ ของผมเกี่ยวกับนิวเดลีก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ถนนหนทางกว้างขวาง สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ตัดแต่งอย่างประณีต สะอาดและเป็นระเบียบมาก ไกด์ของเราบรรยายประวัติศาสตร์ด้วยสำเนียงอินเดียที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งน่าแปลกที่ผมเริ่มฟังออกและคุ้นหู จนแอบคิดในใจว่าถ้าอยู่ต่ออีกสักอาทิตย์ สำเนียงของผมคงกลายเป็น "อินเดียสไตล์" แน่นอน!
ตะลุย "ที่สุด" แห่งประวัติศาสตร์และชัยชนะ เราเริ่มปักหมุดที่ Rashtrapati Bhavan (สร้างเสร็จ ค.ศ. 1929) ทำเนียบประธานาธิบดีที่ใหญ่ที่สุดในโลก สถาปัตยกรรมหินทรายสีแดงดูทรงพลังมากครับ ต่อด้วย Parliament House อาคารรัฐสภาที่ขรึมขลัง และไปยืนรับลมที่ India Gate (สร้าง ค.ศ. 1921) ประตูชัยสูงสง่าที่สลักชื่อทหารหาญไว้กว่า 7 หมื่นนาย เปลวไฟที่ลุกโชนตลอดกาล (Amar Jawan Jyoti) ทำให้เราสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งการเสียสละ แม้เราจะชมจากด้านนอก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
ถัดมาคือ Humayun's Tomb (สร้าง ค.ศ. 1570) สุสานหินอ่อนที่เป็น "ต้นแบบของทัชมาฮาล" ที่นี่เราได้พบกับเด็กนักเรียนชาวอินเดียที่มาทัศนศึกษา เด็กๆ กระตือรือร้นมากที่เข้ามาทักทาย ถามว่าเรามาจากไหนและอาหารไทยอะไรที่ขึ้นชื่อ ความกล้าแสดงออกของเด็กที่นี่น่าประทับใจมากครับ ไกด์บอกว่าความ "แอคทีฟ" นี้คือจิตวิญญาณของคนอินเดียทุกวัย ซึ่งเป็นความประทับใจแรกที่ยอดเยี่ยมมาก
#ความลึกลับของบ่อน้ำโบราณ และเสน่ห์ "โอลด์เดลี" ไฮไลต์ที่ผมประทับใจมากคือ Ugrasen ki Baoli บ่อน้ำโบราณที่ลึกลงไปใต้ดินนับพันปี บันไดหินหลายร้อยขั้นที่ทอดตัวลงสู่ความเย็นด้านล่างดูขลังและน่าค้นหามากครับ หลังจากนั้นเราสลับอารมณ์มุ่งหน้าสู่ย่าน Old Delhi เพื่อชม Jama Masjid (สร้าง ค.ศ. 1656) มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที! ฝูงชนพลุกพล่าน เสียงแตรดังระงมเหมือนที่เคยดูใน YouTube เป๊ะเลยครับ เราต้องใช้ทักษะเดินหลบหลีกกันอย่างสนุกสนาน ตลาด Chandni Chowk ต้อนรับเราด้วยกลิ่นเครื่องเทศที่เข้มข้นจาก Khari Baoli ตลาดเครื่องเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
#ลิ้มรสวัฒนธรรม Street Food: ลองให้รู้ในแบบฉบับอินเดีย เนื่องจากร้านอาหารคนแน่นมาก ไกด์จึงแนะนำให้ลองรสชาติแบบคนท้องถิ่นในย่านเมืองเก่า เราจึงได้ชิม:
Nimbu Pani: น้ำมะนาวผสมเกลือและโซดา ดื่มแล้วสดชื่นเหมือนได้เติมเกลือแร่ธรรมชาติ
Dosa: แป้งข้าวหมักทอดแผ่นยักษ์กรอบๆ ทานคู่กับแกงรสเข้มข้น
Jalebi: ขนมหวานสีส้มรูปวงๆ รสชาติหวานจัดจ้านสะใจ
Samosa: ของทอดไส้มันฝรั่ง คล้ายกะหรี่ปั๊บบ้านเรา
Poori Chole: แป้งทอดพองๆ กินกับแกงถั่วลูกไก่ เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ
Momo: เกี๊ยวนึ่งสไตล์เนปาล จิ้มซอสพริกแดงและซอสขาว
ผลไม้สด: มะม่วงอินเดีย กล้วย และสับปะรด ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวาน แม้จะอยากลองทุกอย่าง แต่เราก็เน้นสุขอนามัยเป็นที่หนึ่ง ซึ่งสุดท้ายก็รอดมาได้แบบท้องไส้ปกติครับ!
รอยยิ้มแสนซื่อและข้อคิดจากคนเดินทาง สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือความมั่นใจของเด็กๆ ที่เข้ามาถามว่า "คุณชอบอินเดียไหม?" ด้วยแววตาสดใส และการได้คุยกับพ่อค้าท่านหนึ่งที่เคยไปมาแล้ว 40 ประเทศ เขาฝากข้อคิดไว้ว่า "ทุกประเทศมีดีในตัวเอง" อยากดูทะเลต้องไปไทย ทะเลทรายต้องไปซาฮาร่า หรือใบไม้เปลี่ยนสีที่สะอาดตาต้องไปญี่ปุ่น
มันทำให้ผมได้ข้อคิดว่า เราไม่ควรตัดสินใครหรือประเทศไหนเพียงด้านเดียว ทุกที่ต่างมีประวัติศาสตร์และเบื้องหลังที่ต่างกัน คนเราก็เช่นกัน มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษา "ความเป็นตัวของตัวเอง" และไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองครับ
จบบันทึกวันหยุดภายใต้สายฝน เมื่อถึงเวลา 18.00 น. ขณะเดินทางกลับสถาบัน ผมลองคำนวณค่าใช้จ่าย วันนี้เราใช้เงินไปคนละประมาณ 3,800 รูปี (ประมาณ 1,550 บาท) รวมทุกอย่างแล้วถือว่าคุ้มค่ามากครับ นอกจากนี้เรายังได้รับ Pocket Money สนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียด้วย การต้อนรับของที่นี่ดีเยี่ยมจริงๆ ผมยังได้ซื้อชุด "กูรตะ" (Kurta) ตั้งใจว่าจะใส่ไปเดินที่ทัชมาฮาลให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมครับ
ช่วงเดินทางกลับฝนเริ่มตกปรอยๆ ทำให้อากาศเย็นสบาย แม้เสียงแตรจะดังระงมจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนเข้าห้องพัก แต่หัวใจผมกลับพองโตด้วยความสุข ขอบคุณโอกาสที่ทำให้ผมได้มาสัมผัสโลกกว้าง และพร้อมสำหรับการเรียนรู้ที่ NIEPA ต่อไปครับ!
[The India Chapter: บันทึกเช้าวันที่ 3... ปรับตัวเพื่อก้าวสู่โลกการเรียนรู้ระดับสากล]
(วันที่ 3) 1 เมษายน 2569 | ณ สถาบัน NIEPA นิวเดลี
เช้าวันนี้ผมตื่นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปครับ หลังจากที่ฝนโปรยปรายลงมาเมื่อคืน ทำให้อากาศที่นิวเดลีเช้านี้เย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ ความสะอาดและความเขียวขจีรอบๆ สถาบัน NIEPA นั้นต้องบอกว่า "สุดยอดมากจริงๆ" ครับ ต้นไม้ทุกต้นดูชุ่มฉ่ำและสดใส บรรยากาศที่เงียบสงบแบบนี้ดึงอารมณ์ให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับมาเป็น "นักศึกษาเฟรชชี่" อีกครั้ง เป็นความสดชื่นที่ช่วยเติมพลังให้พร้อมรับศึกหนักในห้องเรียนวันนี้ครับ
ตารางเรียนที่เข้มข้น... บทพิสูจน์ "วินัย" และ "พลังสมอง" ตารางเรียนวันนี้แน่นสมชื่อ Tentative Time Schedule จริงๆ ครับ โดยการอบรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง เริ่มสตาร์ทกันตั้งแต่เวลา 09:45 น. แต่ละวิชาใช้เวลาเรียนยาวๆ วิชาละ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง และลากยาวไปจนถึงเวลา 17:15 น. เลยทีเดียว
3 วิชาหลัก: คัมภีร์บริหารสู่ระดับสากล
Educational Administration Structures, Processes and Accountability Mechanisms (โครงสร้าง กระบวนการบริหารจัดการศึกษา และกลไกความรับผิดชอบ)
ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Kumar Suresh
สาระสำคัญ: เน้นย้ำถึงกลไก "Accountability" หรือความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารยุคใหม่ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนและผู้ปกครองได้อย่างยั่งยืน
Accessibility Audit: Universal Design of Building and Learning (การตรวจสอบการเข้าถึง: การออกแบบเพื่อการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล)
ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Veera Gupta
สาระสำคัญ: วิชานี้เปลี่ยนวิธีคิดของผมไปเลยครับ ท่านชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่นพอที่จะรองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกคน เพราะอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ไม่ครอบคลุมตั้งแต่เริ่มต้น (Inclusive by Design)
Academic Supervision and Monitoring (การนิเทศและการติดตามผลทางวิชาการ)
ผู้บรรยาย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Kashyapi Awasthi
สาระสำคัญ: ท่านได้เปลี่ยนนิยามของการนิเทศจากการ "จับผิด" เป็นการ "สนับสนุน" ผ่านเทคนิค Ask–Describe–Ask (ADA) เพื่อช่วยให้ครูได้เกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
เมื่อกางแผนการเรียนวันนี้ดูแล้ว บอกตามตรงว่าต้องพักเรื่องการทำ Intermittent Fasting (IF) ไว้ก่อนครับ เพราะเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการที่เข้มข้น แถมต้องรับมือกับ "สำเนียงอินเดีย" ของท่านศาสตราจารย์ และสำเนียงที่หลากหลายของเพื่อนร่วมห้องนานาชาติ ผมจึงต้องเติมพลังสมองด้วยอาหารเช้าของสถาบันที่บริการครบ 3 มื้อ ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มจะคุ้นชินและ "ลงตัว" กับรสชาติที่นี่มากขึ้นแล้วครับ
ผู้นำยุคใหม่... ใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัว แม้ภาษาอังกฤษของผมจะไม่ได้เก่งกาจระดับ Expert แต่ผมใช้เทคนิค "Digital Transformation" เข้ามาช่วยครับ วิธีการคือการถ่ายภาพสไลด์การสอน แล้วใช้ AI ช่วยแปลความหมาย สรุปประเด็นสำคัญ และสืบค้นข้อมูลเชิงลึกทันที เทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างทางภาษาได้ดีเยี่ยม ทำให้ผมจดจ่อกับการเรียนรู้เนื้อหาที่เข้มข้นได้อย่างเต็มที่ครับ
มิตรภาพผ่าน "สัญลักษณ์แห่งสยาม" และของฝาก OTOP วันนี้ผมยังเตรียม "ไมตรีจิต" ไปฝากเพื่อนใหม่และอาจารย์ผู้บรรยายด้วยครับ ผมตั้งใจนำ ผ้าขาวม้า OTOP ของดีจากเมืองไทยไปมอบให้กับอาจารย์ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แม้จะแอบเสียดายที่เตรียมมาน้อยไปนิด แต่ผมก็พยายามจัดสรรแบ่งปันให้ได้มากที่สุดครับ นอกจากนี้ยังมี พวงกุญแจช้างไทย มอบให้กับเพื่อนสนิทอย่าง Mr. Jeremih และเพื่อนๆ ในคลาส เพื่อเป็นที่ระลึกถึงน้ำใจจากประเทศไทย
ผมเชื่อว่า "ถ้าเราปรับตัวได้เร็ว การเรียนรู้ของเราก็จะเริ่มได้อย่างรวดเร็ว" จริงๆ ครับ วันนี้ผมพร้อมแล้วที่จะพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำสิ่งดีๆ กลับไปพัฒนาลูกๆ นักเรียนที่สระแก้วบ้านเราครับ
[ประสบการณ์ ณ NIEPA: ภารกิจเชื่อมโลกวิชาการและมิตรภาพไร้พรมแดน]
ภายใต้การสนับสนุนและผลักดันจาก กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ผ่านโครงการทุน ITEC ณ ประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนประเทศไทยได้รับโอกาสอันมีเกียรติในการเข้ารับการฝึกอบรม ณ สถาบัน NIEPA (National Institute of Educational Planning and Administration) เพื่อเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ระดับสากลและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาในระดับนานาชาติ
การเรียนรู้ที่นี่คือการเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่เข้มข้นและทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกถึง 3 ท่าน (ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569) ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งใจศึกษาและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นผู้ช่วยเชิงกลยุทธ์ในการสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อมิให้พลาดรายละเอียดที่ล้ำค่า ดังนี้:
3 เสาหลักวิชาการ: คัมภีร์การบริหารสู่ระดับสากล
โครงสร้าง กระบวนการบริหารจัดการศึกษา และกลไกความรับผิดชอบ (Educational Administration Structures, Processes and Accountability Mechanisms)
ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Kumar Suresh ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการศึกษา
สาระสำคัญ: ท่านได้เน้นย้ำถึงกลไก "Accountability" หรือความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารยุคใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชนและผู้ปกครองได้อย่างยั่งยืน
การตรวจสอบการเข้าถึง: การออกแบบเพื่อการเรียนรู้เพื่อคนทั้งมวล (Accessibility Audit: Universal Design of Building and Learning)
ผู้บรรยาย: ดร. ศาสตราจารย์ Veera Gupta
สาระสำคัญ: วิชานี้ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของข้าพเจ้า โดยชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกคน เพราะอุปสรรคที่แท้จริงมิได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่การออกแบบระบบที่ไม่ครอบคลุมตั้งแต่วางรากฐาน (Inclusive by Design)
การนิเทศและการติดตามผลทางวิชาการ (Academic Supervision and Monitoring)
ผู้บรรยาย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. Kashyapi Awasthi
สาระสำคัญ: ท่านได้เปลี่ยนนิยามของการนิเทศจากการ "ตรวจสอบผิด" เป็นการ "สนับสนุน" ผ่านเทคนิค Ask–Describe–Ask (ADA) เพื่อส่งเสริมให้ครูได้เกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
เครือข่ายผู้นำทางการศึกษา: สายสัมพันธ์ "ไทย-แอฟริกา"
นอกเหนือจากมิติทางวิชาการ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการได้สร้างเครือข่ายกับเพื่อนผู้บริหารโรงเรียนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจากทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความจริงใจ:
Mr. Lamine Koneh: รองผู้อำนวยการโรงเรียน Peter Town Public School จาก ประเทศไลบีเรีย ผู้นำที่อุทิศตนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
Mr. Bernard Kawooya: ครูใหญ่ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจากโรงเรียน Entered High School ประเทศอูกันดา
Mr. Jeremih Baraja: ผู้อำนวยการสถาบันสายอาชีพจาก ประเทศเคนยา เพื่อนสนิทที่ร่วมเดินทางเรียนรู้ไปด้วยกัน และเราได้ตกลงที่จะริเริ่ม โครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างกัน ในอนาคต
ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าได้มอบ ผ้าขาวม้า OTOP ของดีจากจังหวัดสระแก้ว และ พวงกุญแจช้างไทย ให้แก่คณะอาจารย์และเพื่อนผู้บริหาร เพื่อส่งเสริม Soft Power และเป็นสื่อกลางแห่งไมตรีจิตจากประเทศไทย
แม้ภาษาอังกฤษจะเป็นความท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเทคโนโลยี AI ที่นำมาใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัว ส่งผลให้มิตรภาพและการเรียนรู้ครั้งนี้ไร้ขีดจำกัด ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะนำทุกประสบการณ์กลับไปพัฒนาเยาวชนที่จังหวัดสระแก้ว ให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างภาคภูมิใจ
[The India Chapter: ปัญญาจากนิวเดลี]
บันทึกวันที่ 4 ณ NIEPA: "จากสระแก้วสู่เดลี: ศาสตร์การบริหาร และเครือข่ายมิตรภาพสากล"
การเดินทางมาอินเดียครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่เรียนครับ แต่คือการขยายขอบเขตทัศนคติในอีกมิติหนึ่ง วันนี้ (2 เม.ย.) บรรยากาศที่สถาบัน NIEPA เข้มข้นเป็นพิเศษ ผมนั่งจดบันทึกและถอดรหัสความรู้จาก 3 วิทยากรระดับปรมาจารย์ เพื่อเตรียมนำองค์ความรู้ล้ำค่าเหล่านี้กลับสู่ประเทศไทย
บทที่ 1: การวางแผนระดับสถาบัน (Institutional Planning)
ศาสตราจารย์ ดร. K. B. Biswal สอนให้ผมเห็นว่า "แผนพัฒนาสถานศึกษา" ไม่ใช่เพียงเอกสารที่ทำตามหน้าที่ แต่มันคือ "เข็มทิศเชิงกลยุทธ์" (Strategic Compass) ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงาน แต่คือการทำ SWOT Analysis ให้ทะลุปรุโปร่ง เพื่อวางกลยุทธ์ที่ "ยืดหยุ่น" และ "ใช้ได้จริง" โดยมีรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตของเด็กๆ เป็นเป้าหมายสูงสุดครับ
บทที่ 2: การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษา (Digital Technology Integration in Education)
ในภาคบ่าย ศาสตราจารย์ ดร. P. K. Misra พาผมก้าวข้ามขอบเขตของคำว่า "เทคโนโลยีคือสื่อ" ไปสู่คำว่า "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" (Transformation) ผมประทับใจเรื่องการใช้เครื่องมือดิจิทัลมาช่วยในการ ประเมินผล (Assessment) ที่รวดเร็ว เพราะหากครูสามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าเด็กติดขัดตรงจุดไหน เราจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือเขาได้ทันท่วงที นี่คือหัวใจสำคัญของการศึกษาที่จะ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" อย่างแท้จริง
บทที่ 3: เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษา (Integrating Technology in Management)
วิชาที่สามโดย ศาสตราจารย์ ดร. K. Srinivas ท่านได้เจาะลึกถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารองค์กร (Management) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการใช้ระบบดิจิทัลมาช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารแม่นยำขึ้น ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน (Red Tape) และเพิ่มความโปร่งใสในสถาบัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของโรงเรียนในยุคใหม่ครับ
บทที่ 4: มิตรภาพไร้พรมแดน
ท่ามกลางการถกเถียงเชิงวิชาการ ผมกลับพบว่าโจทย์การศึกษาของเพื่อนผู้บริหารจาก แซมเบีย, เมียนมา, มาลาวี, อียิปต์ และอีกหลายชาติ มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด "เราทุกคนต่างมีอุดมการณ์เดียวกัน คือการสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้เด็กๆ" มิตรภาพในห้องเรียนวันนี้จึงเป็นมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่น แต่คือเครือข่ายนักพัฒนาการศึกษาระดับโลกที่พร้อมจะขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันครับ
ผมกำลังเก็บเกี่ยวความรู้ใส่กระเป๋าอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมสรุปบทเรียนชุดใหญ่กลับไปพัฒนาโรงเรียนบ้านคลองมะนาวของเราต่อไปครับ!
[India Special Chapter: ภารกิจตะลุยเดลี! เมื่อทีมไทยจับมือเคนยา-จาไมกา ออกไปตามหา "มื้อที่อร่อยที่สุด" ในอินเดีย]
เมื่อพูดถึง "อินเดีย" หลายคนคงนึกถึงรสชาติเครื่องเทศที่จัดจ้านและ Street Food อันเป็นเอกลักษณ์ครับ แม้ผมจะเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้าง แต่พอมาเจอของจริงก็ต้องใช้เวลาปรับตัวกันพอสมควร วันนี้เลยอยากเขียนบันทึกตอนพิเศษเล่าเรื่อง "ปากท้อง" และ "มิตรภาพ" ในนิวเดลีให้ฟังกันครับ
การปรับตัวเรื่อง "รสชาติ" และ "เวลา"
ยอมรับเลยครับว่าช่วงวันแรกๆ ที่สถาบัน NIEPA อาหารที่นี่ค่อนข้าง "ทานยาก" สำหรับลิ้นคนไทยอย่างเรา รสชาติเครื่องเทศที่เข้มข้นทำให้มื้อแรกๆ แทบทานไม่ได้เลย แต่พอเข้าวันที่ 3 ร่างกายเริ่มคุ้นชินครับ อาหารเช้าที่นี่เรียบง่ายแต่ได้พลังงาน มีไข่ต้มและขนมปังเป็นหลัก บางวันมี "ปูรี" (แป้งทอดพองๆ) หรือ "พาราธา" (แป้งย่างไส้มันฝรั่ง) เสิร์ฟคู่กับผลไม้และชาร้อน (Chai) กลิ่นหอมๆ
สิ่งที่แปลกใจที่สุดคือ "เวลาทานข้าว" ครับ ที่อินเดียทานช้ากว่าบ้านเราพอสมควร มื้อเช้าเริ่มประมาณ 08:00 น. แต่กว่าจะถึงมื้อกลางวันก็ปาเข้าไป 13:00 น. เลยครับ! ปกติอยู่เมืองไทยผมจะคุ้นชินกับการทานมื้อเที่ยงพร้อมๆ กับเด็กนักเรียนตอน 11:30 น. ช่วงแรกเลยมีหิวบ้างครับ แต่สถาบันก็ดูแลดีเยี่ยม มีช่วงพักเบรกเสิร์ฟกาแฟ ชานม และขนมรองท้องให้ตลอดเวลาครับ
มิตรภาพใหม่และความท้าทายทางภาษา
วันนี้ (2 เมษายน 2569) เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์การเรียนที่อัดแน่นสุดๆ ครับ หลังจากเลิกเรียนเราจึงตัดสินใจออกไปหาอะไรทานข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ วันนี้สมาชิกกลุ่มเราเพิ่มขึ้นอีก 1 คน คือ Alicia Williams ครูใหญ่จากประเทศ จาไมกา ครับ เธอเป็นผู้หญิงที่ร่าเริง แจ่มใส และมีบุคลิกโดดเด่นมาก เมื่อวานเห็นพวกเราออกไปเที่ยวกัน เธอก็แอบเปรยปนตลกขำๆ ว่า "ทำไมไม่ชวนฉันบ้าง" วันนี้พอเธอโทรมาบอกว่า "I’m coming with you guys!" พวกเราเลยจัดทริปตะลุยเมืองกันทันที!
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งเคนยาและจาไมกาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ยอมรับตามตรงว่าภาษาอังกฤษของผมอยู่ในระดับกลาง (Intermediate) ไม่ได้เก่งกาจมากมายนัก แต่ก็พอเอาตัวรอดได้ครับ โครงการทุนนี้มีการสอบวัดระดับภาษาก่อนมา ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำคือระดับ B1 ผมเองก็สอบผ่านได้แบบ "ผ่านฉลุย" ด้วยความพยายามของตัวเองจริงๆ ครับ!
วงสนทนาวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ผมได้ฝึกภาษาไปในตัว เพื่อนทั้งสองคนน่ารักมากครับ เขาเข้าใจว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา เขาจึงพยายามพูดให้ช้าลงและใช้คำศัพท์ง่ายๆ ทำให้บรรยากาศการคุยกันสนุกสนานและเป็นกันเองสุดๆ ครับ
ทีมไทยสายลุย: ผมและอาจารย์สิรส
ทริปนี้ขาดคู่หูคนสำคัญไปไม่ได้เลยคือ อาจารย์สิรส ครับ ท่านเป็นคนไทยอีกคนที่มาเรียนด้วยกัน เป็นคนคล่องแคล่วและเป็น "ขาเที่ยว" ตัวจริง อาจารย์สิรสฉลาดมากในการเลือกที่เที่ยวและจัดสรรแผนการเดินทาง พรุ่งนี้เรา 4 คน (ไทย 2 เคนยา 1 และจาไมกา 1) มีแพลนทัวร์ใหญ่ด้วยกันครับ
ตอนนี้ผมกับเพื่อนชาวเคนยาสนิทกันมากจนเหมือนปาท่องโก๋เลยครับ แม้ในคลาสจะมีเพื่อนหลายเชื้อชาติ ทั้งจากเมียนมา แอฟริกา และอเมริกา แต่ทีมไทยของเราเน้น "เปิดใจและเปิดโลก" ครับ ผมพยายามสร้างมิตรไมตรีด้วยการมอบ "พวงกุญแจช้างไทย" ให้เพื่อนๆ ปรากฏว่าทุกคนชอบมาก! ใครๆ ก็อยากเข้ามาทักทายพูดคุย กลายเป็นทูตวัฒนธรรมตัวน้อยๆ ที่สร้างรอยยิ้มได้เสมอครับ
มนต์เสน่ห์แห่งเสียงแตร และมื้อที่อร่อยที่สุดในอินเดีย
การเดินทางไปร้านอาหารของเราเป็นสไตล์ผจญภัยครับ มีหลงทางบ้าง เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ท่ามกลาง "เสียงดนตรีจากแตรรถ" อันเป็นเสน่ห์ของนิวเดลี จนเราไปเจอร้านบรรยากาศดีชื่อ "CAFE TESU" บทสนทนาบนโต๊ะอาหารสนุกมาก มื้อนี้เราจัดเต็ม สั่งมาแชร์กันทั้งติ่มซำและอาหารท้องถิ่น และที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือมีเมนูไทยอย่าง แกงเขียวหวาน ผัดกะเพรา และยังมี เบียร์ช้าง ด้วย! ยอมรับเลยครับว่ามื้อนี้ "อร่อยที่สุดตั้งแต่มาอินเดียเลย" คุณภาพดีเยี่ยมและราคาคุ้มค่ามากครับ
ตอนนี้ผมกลับถึงห้องพักแล้ว เตรียมตัวพักผ่อนด้วยความอิ่มท้องและอิ่มใจ พรุ่งนี้วันหยุด Good Friday เรามีโปรแกรมทัวร์ใหญ่กันต่อ จะไปที่ไหนและสนุกแค่ไหน เดี๋ยวผมจะมาอัปเดตให้ชมกันนะครับ ส่วนคืนนี้ฝันดีจากนิวเดลีครับ!
[India Chapter: Episode 4 - The Good Friday Expedition: ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และตามรอยแห่งศรัทธา]**
??️
วันหยุด Good Friday (3
เมษายน 2569) ผมตื่นนอนแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัว และแทนที่จะนอนพักผ่อน
อาจารย์สิรสนักวิชาการสายลุยท่องเที่ยวก็จัดการเรื่องเช่ารถและวางแผนการเดินทางไว้เรียบร้อยเป็นอย่างดี
วันนี้เรามีเพื่อนร่วมทริปคือ Mr. Jeremih และ Ms. Alicia รวม
4 คน พวกเราตกลงเช่ารถเหมาพร้อมคนขับ
และไกด์นำเที่ยว เพื่อตะลุยรอบนิวเดลีกันแบบเจาะลึก เริ่มต้นด้วยทานอาหารเช้าที่สถานบันเวลา 08.00 น.
และนัดหมายรถมารับเวลา 09.00 น.
ซึ่งพอถึงเวลาทุกคนก็มาตามที่นัดหมายที่ล้อบบี้ของ NIEPA Hostel บรรยากาศตอนก้าวขึ้นรถเช่าคือจุดเริ่มต้นของความตื่นเต้นครับ
เสียงปิดประตูรถดัง “ตึบ”พร้อมแอร์เย็นฉ่ำที่ช่วยตัดขาดจากความวุ่นวายข้างนอกชั่วคราว
ก่อนที่คนขับจะพาเราขับผ่าจราจรที่แสนคึกคักและเสียงแตรรถอันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย..
*️ ย้อนรอยรากฐานแห่งปัญญาและวิศวกรรม
700 ปี
จุดแรกที่เราไปเยือนคือ *Shri Aadya
Katyayani Shakti Peeth (วัดศรี อาดเยีย กัตยายานี ศักติ พีธ)
รถเคลื่อนผ่านถนนที่ขนาบด้วยต้นไม้ใหญ่จนถึงทางเข้าวัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา
เทพีกัตยายานี้(ปางที่ 6 ของพระแม่ทุรคา)
บรรยากาศที่นี่สงบผิดกับข้างนอกจนผมสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธาที่ขับเคลื่อนชีวิตของคนอินเดีย
เป็นการเริ่มต้นวันด้วยพลังงานบวกจริงๆและมงคลของชีวิต
จากนั้นรถพาเราไปต่อที่ Hauz Khas
Complex (เฮาซ์ กาส คอมเพล็กซ์)
ที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 (ยุคราชวงศ์ขิลจี)
รถจอดให้เราเดินเท้าเข้าไปชม “Smart City ยุค 700
ปีก่อน
ที่น่าทึ่งคือการออกแบบอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้รับน้ำฝนเลี้ยงคนทั้งเมือง
และมี. Madrasa(โรงเรียนโบราณ)
ตั้งอยู่ริมน้ำเพื่อให้ความเย็นจากธรรมชาติ
ระหว่างเดินชมพวกเราคุยกันถึงความสามารถคนโบราณที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่กับการจัดการทรัพยากรน้ำได้เป็นอย่างดี
และแน่นอนไม่พลาดที่จะถ่ายภาพสวยๆมาฝากกัน
จากนั้นเราไปกันต่อที่ Safdarjung's Tomb
(สุสานซัฟดาร์จัง) ที่สร้างในปี ค.ศ. 1753
สถาปัตยกรรมหินทรายสีชมพู
ที่นี่สวยจนเราต้องหยุดนิ่งดูความงามของเส้นสายที่สลักลงบนกำแพงอย่างประณีต
มันสุดยอดจริงๆ
เป็นการปิดท้ายช่วงเช้าที่เต็มไปด้วยความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ 
️ มื้อกลางวันที่
Aerocity: เปิดใจลองรสชาติภารตะ
สักพักก็ถึงเวลามื้อเที่ยง
คนขับพาเราแวะที่ร้านอาหารย่านAerocity เป็นย่านคนรวย และมีสถานฑูตต่างๆ
มีสตาบัค และลงมาลงเอยที่ร้านอาหารอินเดีย Lazeez Affare มื้อนี้ผมตั้งใจเปิดโลกเรื่องอาหาร
 เพราะจริงๆแล้วก็จะไม่กล้ากินอาหารอินเดียตามข้างทางเท่าไหร่เพราะเราเป็นห่วงเรื่องความสะอาดเป็นสำคัญ 
อาหารวันนี้มีหลากหลายแต่เราก็มีอาหารไทยตามรายการเมนู มีต้มข่า
ส้มตำ ผัดไทยวุ้นเส้น ลาบไก่ ผัดกระเพรา
และอีกหลายเมนูเพื่อนจาไมก้าสั่งผัดกะเพรามาลงชิม
ทำให้ผมและอาจารย์สิรสได้ลิ้มลอง และยิ่งทำให้คิดถึงอาหารไทยเสียจริง
แต่อย่างไรเราก็ไม่พลาดทานอาหารอินเดียขนานแท้ พวกเราลองสั่งมาแชร์กัน
ทั้งแกงมาซาล่าเข้มข้น แป้งนานร้อนๆ และเครื่องเคียงหลากสีสัน
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารสนุกมากครับ เราแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องรสชาติ
เพื่อนต่างสัญชาติก็แนะนำวิธีทานให้อร่อย มื้อนี้ไม่ได้แค่กินให้อิ่มท้อง
แต่เป็นการกินเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านลิ้นและเสียงหัวเราะร่วมกันครับ
* India Gate: มนต์เสน่ห์ตลาดนัดและการแบ่งปัน
ช่วงบ่ายเรามุ่งหน้าไปที่ India Gate (ประตูเมืองอินเดียา
ที่สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1921 พอลงรถมาปุ๊บ บรรยากาศคึกคักเหมือนเดินตลาดนัดตอนเย็นบ้านเราเลยครับ
ผมชอบเดินชมร้านอาหารข้างทางมันคือสีสีนสัฒนธรรมอินเดียที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
นักท่องเที่ยวมาจากทุกสารทิศ ผมถือโอกาสอุดหนุนของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ (กำไรมือ2
ชิ้น)เพื่อช่วยคนท้องถิ่น ถือเป็นกำไรชีวิตและเป็นการแบ่งปัน แม้จะต้องต่อรองราคากันพอมึนหัว
หรืออาจจะได้ราคาที่สูงกว่าราราจริงไปบ้างก็ตาม
ดูจากไกด์นำเที่ยวพยายามช่วยเหลือผมท่ามกลางเสียงแตรรถที่ดังระงมรอบทิศ
แต่นี่แหละครับคือเสน่ห์ที่ทำให้เราได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวอินเดียแบบถึงแก่นเลยทีเดียว
Akshardham: มหัศจรรย์แห่งศิลปะและเรือแห่งอดีต
ปิดท้ายวันด้วย Swaminarayan Akshardham
(สวามีนารายัน อักชาร์ดัม)
วัดฮินดูที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกซึ่งสร้างเสร็จในปี 2005
ความมหัศจรรย์คือการแกะสลักหินทรายกว่า 6,000
ตันโดยไม่ใช้โครงสร้างเหล็กเลย เราซื้อแพ็กเกจนิทรรศการครบชุด โดยเฉพาะการนั่งเรือ
Cultural Boat Ride ล่องดูประวัติศาสตร์ 10,000 ปี
มันสวยงามจนผมอยากจะหยุดเวลาไว้จดจำทุกรายละเอียด เสียดาย
มีโอกาสถ่ายรูปมาฝากกับทุก
คน  เนื่องจากว่าวัดนี้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากๆ
 เราอยู่ที่นี่ประมาณ
3 ชั่วโมงมีอะไรให้ดูสวยงามมากๆ  และได้ดูความเป็นมาเป็นไปของวัดที่ดูด้วย
 จนเวลา
ทุ่มกว่าๆขณะที่พวกเราถ่ายรูปเสร็จและกำลังเดินจะกลับมาที่รถ
ฟ้าก็เริ่มครึ้มและฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างรวดเร็ว
เป็นสัญญาณว่าความเย็นฉ่ำของธรรมชาติกำลังมาเยือน
พวกเราจึงรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่รถ จนภารกิจสำเร็จ
บทสรุปท่ามกลางสายฝนและเสียงแตร:
ธรรมะแห่งการออกแบบชีวิต
การเดินทางกลับที่พักใช้เวลาพอสมควรครับ
รถเคลื่อนตัวช้าๆ ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ กระทบกระจกรถ
สลับกับเสียงแตรรถที่ดังสนั่นรอบข้างซึ่งกลายเป็นเสียงดนตรีประกอบความคิดของผมในตอนนั้น
วันนี้เราแชร์ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 4,300 กว่ารูปี (เกือบ 2,000
บาทไทย) ซึ่งคุ้มค่าเหลือเกินกับสิ่งที่ได้รับ
ถ้าจะท่องเที่ยวเองคือไม่ได้เที่ยวหายสถานที่และคงยุ่งยากพอสมควร
วันนี้ผมได้เห็นความสวยงามของความศรัทธา
ความรัก ศาสนาและความเชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่งดงาม
ผมเรียนรู้ที่จะมองดูความเชื่อของคนอื่นด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ตัดสินใคร
เพราะทุกคนต่างก็มีเส้นทางจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง
ชีวิตคนเราก็เหมือนการ ออกแบบชีวิตในโลกนี้
เพื่อก้าวไปสู่วันหน้า ความฝันไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ เพียงแค่การนั่งรอ
แต่มันคือการไขว่คว้า โอกาส ที่ต้องใช้ความพยายามต่อสู้ผ่านอุปสรรคมากมาย
กว่าเราจะได้มายืนอยู่ตรงนี้ ต้องปรับตัวและขัดเกลาใจอยู่เสมอ เรากลับถึงที่พักตอน
4
ทุ่มพอดีพร้อมกับปัญญาและความสุขที่คุ้มค่าในทุกมิติ
คืนนี้หลับฝันดีครับ พรุ่งนี้ภารกิจใหญ่...Taj Mahal (ทัชมาฮาล) สิ่งมหัศจรรย์แห่งรักที่ยิ่งใหญ่กำลังรอเราอยู่!
[India Chapter: Episode 5 - The Taj Mahal Experience: เมื่อนิยามของความรัก...
ปรากฏอยู่ตรงหน้า] ??
วันที่ 4
เมษายน 2569 | บันทึกจากเมืองอักรา (Agra) หลังจากนั่งเรียนทฤษฎีในห้องเรียน
NIEPA มาหลายวัน
วันนี้คือวันที่พวกเรานักการศึกษานานาชาติรวมตัวกันได้ 20
ชีวิต จัดแจงวางแผนเที่ยวกันเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองอักรา รัฐอุตตรประเทศ
ภาคเหนือของประเทศอินเดีย เป้าหมายคือการไปดูให้เห็นกับตาว่า
"สิ่งมหัศจรรย์ของโลก" ที่แท้จริงนั้นงดงามเพียงใดครับ
เริ่มต้นการเดินทาง:
มิตรภาพบนรถบัสและเส้นทางสายฝุ่น
เช้านี้ผมตื่นมาด้วยความกระปรี้กระเปร่า
รีบหยิบ "ชุดกุรตะ" (Kurta) สีพื้นสะอาดตาที่เตรียมไว้มาใส่
ตั้งใจมากครับว่าอยากให้เข้ากับบรรยากาศการไปเยือนโบราณสถานและกลมกลืนไปกับผู้คนท้องถิ่น
พอส่องกระจกดูแล้วก็รู้สึกว่า "นี่แหละ... พร้อมลุยอินเดียของจริง!"
นาฬิกาบอกเวลา 7.00 น.
รถบัสคันใหญ่ที่เราเช่าเหมามาก็พร้อมออกเดินทาง โดยมีเพื่อน NIEPA ดร.Ruslan
จากรัสเซีย
รับอาสาเป็นหัวหน้านำทริปจัดการทุกอย่างให้พวกเราเรียบร้อยสมกับตำแหน่งท่านรองอธิการบดี ทริปนี้เราบริหารงบกันเองครับ โดยช่วยกันหาร
ค่ารถบัสและค่าไกด์ท้องถิ่นตกคนละ 1,600 รูปี ส่วนค่าบัตรเข้าชม
ทัชมาฮาลอยู่ที่ 1,300 รูปี และค่าเข้าชม อักราฟอร์ต (Agra
Fort) อีก 600 รูปี รวมเป็นเงิน 3,500
รูปี คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 1,200
กว่าบาทแล้วถือว่าโอเคมากสำหรับประสบการณ์ระดับโลกขนาดนี้
บรรยากาศบนรถคึกคักมากครับ
แม้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจะเริ่มติดๆ ดับๆ ตามระยะทาง
แต่มันกลับทำให้พวกเราได้ละสายตาจากหน้าจอมาคุยกันมากขึ้น ตลอด 4
ชั่วโมงข้างทาง ผมเห็นภาพอินเดียในมุมเกษตรกรรมที่ดูเพลินตา แสงแดดอุ่นๆ
สาดส่องลงบนทุ่งนาที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จใหม่ๆ ชาวบ้านกำลังช่วยกันตากข้าวรวงทอง
แต่อย่างที่หลายคนเตือนครับ... ฝุ่นข้างทางหนาจนมองเห็นเป็นชั้นๆ เลยทีเดียว
ผิดกับในตัวเมืองนิวเดลีที่เราพักอยู่ซึ่งต้นไม้เยอะจนแทบไม่รู้สึกถึงฝุ่น
พอรถเริ่มเข้าเขตเมืองอักรา เสียงแตรรถพากันประสานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนคนอินเดียเขากำลังบีบแตรตะโกนบอกเราว่า
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองอักรานะเจ้านายจ๋า!"
Agra Fort: ปราการศิลาแดงกับตำนานความรักที่ขมขื่น
เราแวะเช็กอินจุดแรกกันที่ อักราฟอร์ต (Agra
Fort) ครับ
ป้อมปราการหินทรายสีแดงฉานแห่งนี้ตั้งตระหง่านท้าแดดริมแม่น้ำยมุนา สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย
จักรพรรดิอัคบาร์ (ค.ศ. 1565) ความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมอยู่ที่กำแพงสองชั้นที่ซ้อนกันเพื่อป้องกันศัตรูได้อย่างแข็งแกร่ง
ขอบอกเลยครับว่าที่นี่คนเยอะมหาศาลจริงๆ เดินเบียดกันจนยากที่หลบหลีก
แต่พอได้เข้าไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ข้างในแล้วลืมความเหนื่อยไปเลยครับ
ยิ่งเดินเข้าไปลึกๆ ยิ่งขนลุกครับ
โดยเฉพาะจุดที่เรียกว่า Musamman Burj หอคอยแปดเหลี่ยมที่เป็นที่คุมขัง
พระเจ้าชาห์ชะฮัน โดยฝีมือของพระโอรสตนเอง
ไกด์อินเดียเล่าว่าท่านถูกกักขังอยู่ที่นี่นานถึง 8 ปี
เพียงเพราะความขัดแย้งเรื่องการชิงบัลลังก์และการใช้เงินสร้างอนุสรณ์สถานมหาศาล
วินาทีที่ผมมองลอดช่องหน้าต่างหอคอยออกไปหาทัชมาฮาลที่สร้างให้ยอดยาหยีที่จากไป
สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อที่ทำได้เพียงเฝ้ามองหลุมศพเมียรักผ่านกรงขังจนลมหายใจสุดท้าย
เป็นภาพความรักที่ยิ่งใหญ่แต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าจริงๆ
เป็นบทเรียนที่เตือนสติเราเรื่องอำนาจและความรักได้ดีมากครับ
ทัชมาฮาล: ความสมบูรณ์แบบเหนือกาลเวลา
จากบรรยากาศความขมขื่นในป้อมศิลาแดง
เราเดินทางต่อมายังจุดหมายที่รอคอยนั่นคือ ทัชมาฮาล ที่ได้รับสมญานามว่าคือ 1 ใน
7 มหัศจรรย์ของโลก ทันทีที่ผมก้าวผ่านประตูทางเข้าหลัก
(Main Gate) ภาพโดมสีขาวหินอ่อนที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางสวนสวยและสระน้ำสะท้อนเงา
ทำให้ผมถึงกับ "ลืมหายใจ" ไปชั่วขณะ
ความงดงามที่เห็นในรูปเทียบไม่ได้เลยกับของจริงที่อยู่ตรงหน้า
ความมหัศจรรย์ที่ไกด์ชี้ให้เห็นและทำให้ผมทึ่งในอัจฉริยภาพของคนโบราณมาก
คือ ความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรม ที่ซ่อนอยู่:
• เสาที่เอียงออก: เสาบริวารทั้ง 4
ต้นรอบทัชมาฮาล ถูกออกแบบให้เอียงออกด้านนอกเล็กน้อยครับ
เพื่อว่าหากเกิดแผ่นดินไหว เสาจะล้มออกไปด้านนอก ไม่ล้มทับตัวโดมหลักให้เสียหาย
• งานศิลปะ Pietra Dura: เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ
ผมพบว่าลวดลายดอกไม้บนผนังไม่ใช่การวาดครับ
แต่เป็นการเจาะหินอ่อนแล้วฝังอัญมณีและหินสีลงไปทีละชิ้นจนเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
สะท้อนว่างานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกนั้น เกิดจากความละเอียดถ่องแท้ในทุกขั้นตอนจริงๆ
? มิตรภาพนานาชาติและ
"ลูกอมสร้างมิตร"
ทริปนี้สนุกเพราะเพื่อนจริงๆ ครับ จาไมก้า
ตัวสูงใหญ่พูดเก่งจนเราขำไม่หยุด โคลัมเบีย
สวยสง่าราวกับนางงามหลุดออกมาจากนิตยสาร สิ่งที่น่าประทับใจคือตลอดทางจะมีนักเรียน
และนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเข้ามาทักทายพวกเราตลอด ยิ้มแย้มแจ่มใส ขอถ่ายรูปด้วย
ถามไถ่ว่ามาจากไหน บ่งบอกเลยว่าคนอินเดียมีมนุษยสัมพันธ์ดีมากและชอบผูกมิตรจริงๆ
ครับ
พวกเราตื่นเต้นกันมาก ถ่ายรูปกัน "แชะ แชะ
แชะ" จนนิ้วล็อค เมื่อยมือไปหมดแต่ก็หยุดไม่ได้จริงๆ
ทริปนี้เราจ้างไกด์นำเที่ยวด้วยครับ หารกันออกมาแล้วความรู้ที่ได้และมุมถ่ายรูปที่ไกด์แนะนำบอกเลยว่า
"โอเคและคุ้มค่ามาก!"
การเดินทางกลับ:
ความตื้อระดับสิบและเสน่ห์ของนิวเดลี
เราใช้เวลาดื่มด่ำ
ถ่ายรูปเก็บความประทับใจกันจนถึงเวลา 18.00 น. จึงเริ่มเดินทางกลับ
ตอนจะขึ้นรถนี่แหละครับคือที่สุด ผมโดนคนอินเดียรุมล้อมตื้อขายของฝากแบบตื้อเก่งระดับสิบ!
สุดท้ายก็ใจอ่อนจนได้ ทนความ "ตื้อครองโลก" ของเขาไม่ได้
ต้องหิ้วของฝากติดไม้ติดมือกลับมาเป็นกำไรชีวิตให้เขาไปครับ
เมื่อรถแล่นกลับเข้าเขต นิวเดลี
ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง เมืองนี้แม้จะดูวุ่นวาย
มีเอกลักษณ์การใช้ชีวิตที่แปลกตา แต่ก็เป็นเมืองที่คนทั่วโลกหลั่งไหลมาสัมผัสเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร
ถ้ามีโอกาสผมก็อยากลองนั่งรถไฟอินเดียดูสักครั้งนะครับ
แต่ติดที่เวลาเหลือน้อยเต็มที เหลือเวลาทำงานอีกเพียง 5
วันเท่านั้น เรามาถึงที่พักตอน 21.00 น. พอดีเป๊ะ
เหนื่อยแต่ยิ้มไม่หุบเลยครับ
วันพรุ่งนี้และภารกิจที่รออยู่
วันพรุ่งนี้ วันอาทิตย์ที่ 5
เมษายน แม้จะเป็นวันหยุดแต่ผมก็ต้อง "ปั่นการบ้าน" ส่งอาจารย์ครับ
ต้องเตรียมนำะเสนอเกี่ยวกับประเทศไทย (Country Presentation Paper)และทำงานกลุ่มวิเคราะห์แผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของสถาบันต่างๆ
เพื่อนำเสนอในห้องเรียน
แต่ถ้าพอมีเวลาเหลือ ผมกับ อาจารย์สิรส
ตั้งใจว่าจะลองออกไปเดินตลาดแถวนี้กันแค่สองคนดูบ้าง อยากไปสัมผัสวิถีชีวิตจริงๆ
แบบลึกซึ้งอีกสักนิด เพราะไปกันหลายคนบางทีก็อาจจะยังไม่ทั่วถึงเท่าไหร่
ลองไปแบบลุยๆ สองคนก็น่าจะสนุกไปอีกแบบครับ
️บทสรุปและความขอบคุณจากหัวใจ
การมาเยือนที่นี่เตือนใจเราว่า
"สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยหัวใจ จะคงอยู่เป็นตำนานตลอดกาล"
ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาที่สร้างทัชมาฮาล หรือความตั้งใจที่ผมจะกลับไปสร้างสิ่งดีๆ
ให้กับลูกๆ นักเรียนที่ โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ครับ
สุดท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณ รัฐบาลอินเดีย
สำหรับโอกาสผ่านทุน ITEC ขอบพระคุณ กระทรวงการต่างประเทศ และ
สพฐ. ที่สนับสนุนให้ผมได้มาเปิดโลกทัศน์ในระดับนานาชาติ และที่สำคัญคือ
ขอบคุณตัวเอง ที่กล้าก้าวข้ามความท้าทายทุกรูปแบบ ทั้งเรื่องภาษาและการปรับตัว
จนในที่สุดก็ได้มาพิชิตฝันในวันนี้ คืนนี้หลับฝันดีทุกความทรงจำในอักราจะประทับอยู่ในใจผมตลอดไป
#IndiaChapter #Episode5 #TajMahal #AgraFort #มิตรภาพไร้พรมแดน
#IncredibleIndia #KurtaStyle #ออกแบบชีวิต ดูน้อยลง
[India Chapter: Episode 7 - Presentation Day: #นำเสนอบนเวทีนานาชาติ]
วันจันทร์ที่ 6
เมษายน 2569 | นิวเดลี (New Delhi)
ในที่สุดวันสำคัญที่รอคอยก็มาถึงครับ!
วันนี้เป็นวันที่ผมต้องขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอ Country Presentation Paper ณ
สถาบัน NIEPA ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการมาทำภารกิจในครั้งนี้
ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่นผู้บริหารทางการศึกษาและนักวิชาการนานาชาติ บอกตามตรงว่าเป็นวันที่ตื่นเต้นและท้าทายความสามารถอย่างที่สุดครับ
พลังแห่งมิตรภาพและภารกิจ
Chairperson ระดับสากล
การนำเสนอในวันนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
โดยมี Ms. Alicia Williams จากประเทศจาเมกา
รับหน้าที่เป็น Chairperson ดำเนินรายการได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงแรก
และความภาคภูมิใจของผมในวันนี้คือ ผมได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็น Chairperson
(ประธานในที่ประชุม) ให้กับตัวแทนจากประเทศเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan)ครับ
โดย Mrs. Orazsoltan Annamyradova (Head of the Department) และ
Mrs. Oguljan Akmyradova (Deputy Head of the Department) จาก
State Energy Institute of Turkmenistan ถือเป็นประสบการณ์การบริหารจัดการเวทีระดับนานาชาติที่ล้ำค่ามากครับ
ก่อนจะถึงคิวเรา
ผมยังมีโอกาสรับฟังวิสัยทัศน์จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน เช่น Mr. Moses
Langford Jere (Director of Administration จากมาลาวี) และ Mrs. Amina
Bwanali (Head Teacher จากมาลาวี)
ซึ่งแต่ละท่านมีมุมมองการบริหารที่น่าสนใจมากครับ
ทีมเวิร์กไทยแลนด์:
วิชาการก้าวไกล หัวใจอัตลักษณ์
สำหรับทีมไทยแลนด์
ผมได้รับเกียรติให้นำเสนอคู่กับ ผศ.ดร.สิรส ทองเชื้อ (Dr. Siros Tongchure)
จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมครับ
ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เก่งเรื่องเทคโนโลยีและวิชาการมาก
เราแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว โดยท่านดร.สิรสดูแลส่วนภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม
และข้อมูลเชิงมหภาค ส่วนผมเจาะลึกเรื่อง ภาพรวมการศึกษาไทย ทั้งการพัฒนาครู การปฏิรูปหลักสูตร
และประเด็นท้าทายต่างๆ
พลังแห่งการเรียนรู้:
ก้าวข้ามกำแพงภาษาจาก 4 ทวีป
ความท้าทายที่แท้จริงของ "วันที่ 8"
นี้ คือการทดสอบประสิทธิภาพของ "ประสาทหูและสมอง" ครับ!
เพราะเพื่อนร่วมรุ่นทั้ง 25
ชีวิต จาก 16 ประเทศ ขนเอาอัตลักษณ์ทางภาษามาจากทั่วโลก:
แอฟริกา:
(ชาด, เคนยา, ไลบีเรีย, มาลาวี,
ยูกันดา, แซมเบีย)
อเมริกา:
(จาเมกา, โคลัมเบีย)
ยุโรป:
(รัสเซีย)
เอเชีย:
(ไทย, เมียนมา, ตุรกี,
เติร์กเมนิสถาน, อุซเบกิสถาน และอียิปต์)
แต่ละคนมี สำเนียง (Accent) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก
ยอมรับเลยครับว่าผมต้องใช้สมาธิมหาศาลในการดึงเอาใจความสำคัญออกมาท่ามกลางสำเนียงที่หลากหลาย
เป็นบทเรียนภาษาอังกฤษในโลกแห่งความเป็นจริงที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
อัตลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลก
ความภูมิใจของผมวันนี้คือการเลือกสวม
"ผ้าฝ้ายลายไทยสีชมพู" พร้อมประดับตราสัญลักษณ์หน้าอกที่แสดงถึงความจงรักภักดี
แม้ท่านดร.สิรสจะสวมสูทสากลดูภูมิฐาน แต่ผมมองว่านี่คือความลงตัวที่บอกโลกว่า
"ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยวิชาการ
แต่เราไม่เคยทิ้งรากเหง้าวัฒนธรรมที่งดงาม"
ความเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ
แม้เมื่อคืนจะกลับถึงที่พักดึก (20.00
น.) แต่เช้านี้ผมให้เวลากับตัวเองเต็มที่ 2 ชั่วโมงในการซักซ้อมบทบาทผ่านแท็บเล็ต
เช็กสคริปต์ให้แม่นยำ เพื่อให้การสื่อสารในฐานะผู้นำเสนอและ Chairperson ออกมามั่นใจและสื่อสารความเป็นไทยออกไปให้ดีที่สุดครับ
[India Chapter: Episode 8 —
อรุณสวัสดิ์วันที่ 9: #พิรุณชะล้างฝุ่นควันสู่แสงธรรมแห่งดอกบัว]
วันอังคารที่ 7 เมษายน 2569 | หอพัก
NIEPA, นิวเดลี เช้านี้ที่นิวเดลีตื่นมาพร้อมกับเซอร์ไพรส์จากฟากฟ้าครับ
เสียงฟ้าร้องคำรามเบาๆ เคล้าไปกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์
ฝนที่นี่ดูเหมือนจะมาทำหน้าที่สำคัญในการดักจับฝุ่นควันที่ปกคลุมเมืองให้จางลง
มอบความสดชื่นคืนสู่ชีวิตที่ต้องดิ้นรนอยู่ข้างนอกนั่น
️ 21
องศาที่เดลี vs
40 องศาที่เมืองไทย
ตัวเลขบนหน้าจอแท็บเล็ตบอกว่าเช้านี้อุณหภูมิลดฮวบลงมาอยู่ที่ 21
องศาเซลเซียส ครับ อากาศเย็นสบายจนน่าประหลาดใจ ผิดกับข่าวคราวจากทางบ้านที่พี่น้องชาวไทยกำลังเผชิญกับความร้อนระอุทะลุ 40
องศา ไปแล้ว ไหนจะไอร้อนจากสถานการณ์บ้านเมือง ค่าครองชีพที่พุ่งสูง
และราคาน้ำมันที่ขยับตัวไม่หยุดหย่อน
การได้นั่งมองสายฝนจากหน้าต่างหอพัก NIEPA
ในเช้านี้ ทำให้ผมได้หยุดคิดและทบทวนอะไรหลายอย่าง...
บางทีความเย็นจากภายนอก
ก็ช่วยให้ใจเราสงบลงท่ามกลางความวุ่นวายของโลกได้เหมือนกันครับ
The Light and The
Lotus": แสงธรรมนำทางวิถีชีวิต
ภาพของสายฝนเช้านี้ ทำให้ผมย้อนนึกถึงนิทรรศการ “The Light and The Lotus” ที่ได้ไปชมมาเมื่อวานซืน
แสงไฟที่ส่องสว่างท่ามกลางความเงียบสงบเปรียบเสมือนปัญญาที่ขัดเกลาจิตใจ
ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นถ่ายทอดเรื่องราวของพระพุทธเจ้าไว้อย่างลุ่มลึก
โดยเฉพาะคำสอนจาก ธรรมบท (Verse 165) ที่ยังก้องอยู่ในหัว:
"ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำให้คนอื่นบริสุทธิ์ไม่ได้"
คำสอนนี้ช่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ผมได้เห็นในตลาดนิวเดลีเมื่อเย็นวานครับ ภาพผู้คนที่ดิ้นรนซื้อขายท่ามกลางความขนัดตา
ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเองเพื่อความอยู่รอด "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
คือสัจธรรมที่ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอากาศร้อนแรงหรือวิกฤตเศรษฐกิจใดๆ
สุดท้ายแล้วการฝึกฝนจิตใจและลงมือทำด้วยตนเองคือทางออกที่แท้จริง
⏳ กาลเวลาที่เดินช้าท่ามกลางภารกิจที่อัดแน่น
น่าแปลกนะครับ... เข้าสู่วันที่ 9 แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนอยู่ที่นี่มานานนับเดือน อาจเป็นเพราะทุกนาทีถูกเติมเต็มด้วยกิจกรรมที่แน่นเอี้ยด ทั้งการเรียนรู้ในห้องประชุมที่ต้องใช้สมาธิสูง และการออกไปสัมผัสโลกกว้างอย่าง Qutub
Minar ที่สอนเราเรื่องความไม่เที่ยงแท้ของอาณาจักร
เมื่อชีวิตถูกใช้อย่างคุ้มค่าในทุกวินาที
กาลเวลาจึงดูเหมือนจะขยายตัวออกเพื่อให้เราได้จดจำ
ความทรงจำที่จะจารึกไว้ตลอดไป
ผมต้องขอบคุณ "โอกาส" ที่มอบให้กับตัวเองครับ ขอบคุณที่กล้าก้าวออกมาเรียนรู้อะไรร้อยแปดที่นี่ ประสบการณ์จากนิวเดลีไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่มันคือการ
"ออกแบบชีวิต"
ผ่านการสังเกตความยากดีมีจนและการดิ้นรนของผู้คน
ฝุ่นควันในเดลีอาจถูกชะล้างด้วยสายฝนในเช้านี้
แต่ความทรงจำและบทเรียนที่ได้รับจะถูกจารึกไว้ในใจผมตลอดไป ️
[India Chapter: Episode 9 บันทึกจากนิวเดลี #เมื่อห้องเรียนเดลีสอนให้ผมรู้จักโลกในมุมที่ต่างออกไป]
7 เมษายน 2569 | ณหอพัก
NIEPA, นิวเดลี
เช้านี้ที่เดลีปลุกผมด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษครับ
สายฝนที่โปรยปรายลงมาเมื่อเช้ามืดช่วยชะล้างฝุ่นควันจนทุกอย่างดูสะอาดตา
และทำให้อุณหภูมิลดลงเหลือเพียง 21 องศาเซลเซียส
แต่อากาศที่เย็นสบายกลับสวนทางกับความตื่นเต้นในใจ
เพราะวันนี้มีทั้งการเรียนรู้สิ่งใหม่ กิจกรรมกลุ่ม
และภารกิจสำคัญระดับเซสชันที่ผมต้องรับผิดชอบ
ผมตื่นตั้งแต่ 6
โมงเช้า จัดการภารกิจส่วนตัวแล้วลงไปทานอาหารเช้าที่สถาบันจัดไว้ให้
รสชาติเริ่มคุ้นเคยดีครับ แม้จะไม่ต่างจากวันก่อนๆ
แต่ก็ช่วยเติมพลังให้พร้อมลุยกับตารางเรียนทั้ง 4
วิชา ซึ่งแต่ละวิชาก็มีความเข้มข้นต่างกันไป บางวิชาชั่วโมงครึ่ง
บางวิชาเกือบสองชั่วโมง ตามความลึกของเนื้อหา
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วครับที่ผมจะได้กลับเมืองไทย
วิธีการนับวันของผมก็ง่ายๆ คือใช้ "เสื้อ" ที่เตรียมมา 12
ตัวเป็นตัวนับ ใส่ไปวันละตัว เสื้อเหลือน้อยลงเท่าไหร่ นั่นแปลว่าวันที่จะได้กลับไปหาครอบครัวและลูกๆ
ที่โรงเรียนก็ใกล้เข้ามาเท่านั้นครับ
พลังแห่งการระดมสมอง:
Institutional Planning:Group work (การวางแผนสถาบัน)
เริ่มคลาสเช้ากับ Prof. Dr. Mona Sedwal
เป็นวิชาที่สนุกและท้าทายมากครับ ผมและเพื่อนๆ "กลุ่มที่ 2"
ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ 5 สัญชาติ ทั้ง อียิปต์, เมียนมา,
ลิเบีย, มาลาวี และประเทศไทย
พวกเราช่วยกันระดมสมองออกแบบแผนพัฒนาวิทยาลัยครู (College of Education)
เป้าหมายของเราคือการสร้างสถาบันที่มีวิสัยทัศน์ในการ
"พัฒนาสมรรถนะครูสู่ระดับนานาชาติ" การได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนจากแอฟริกาและเพื่อนบ้านอาเซียนทำให้ผมเห็นว่า
แม้จะต่างบริบท แต่หัวใจของการสร้าง "ครูเก่ง" เพื่อไปสร้าง
"เด็กดี" นั้นเหมือนกันทั่วโลกครับ
เราช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์จริงจนได้แผนที่จับต้องได้และเป็นมืออาชีพที่สุด
บริหารคนด้วยหัวใจ:
Management Skill for Educational Administrator (ทักษะการจัดการสำหรับผู้บริหารการศึกษา)
ช่วงสาย Prof. Dr.Vineeta Sirohi มาเขย่าความคิดเรื่องการจัดการความขัดแย้ง
อาจารย์บอกว่าในฐานะผู้บริหาร เราเลี่ยงความเห็นต่างไม่ได้ แต่เรา
"บริหาร" มันได้ครับ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการกล้าตัดสินใจ
(Decision-Making) ที่รวดเร็ว บทเรียนนี้ย้ำเตือนผมว่า
ผู้นำที่เก่งไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำผิด
แต่คือคนที่กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลเพื่อพาองค์กรไปต่อครับ
ภารกิจสำคัญในวิชาเลข:
Financial Planning and Management (การวางแผนและการจัดการทางการเงิน)
มาถึงวิชาช่วงบ่ายของ Dr. P. Geetha
Rani วิชานี้ผมต้อง "สู้ตาย"
เป็นพิเศษครับ เพราะผมได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เป็น Rapporteur (ผู้สรุปรายงานประจำเซสชัน)
เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและความรู้ทั้งหมดส่งอาจารย์
บอกเลยครับว่าต้องตั้งใจฟังแบบห้ามกะพริบตา!
ทั้งเรื่องต้นทุนการศึกษา (Cost Analysis) และภาวะเด็กที่เรียนไม่รู้เรื่อง (Silent
Exclusion) ผมต้องรีดทุกหยดของสาระมาสรุปให้คมชัดที่สุด
เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยให้สมบูรณ์แบบ
แม้จะเหนื่อยแต่ก็ภูมิใจครับที่ได้ทำหน้าที่นี้
#อุดรอยรั่วเพื่อเด็กๆ:
Sector Diagnosis in Education: Measuring Internal Efficiency of
Education (การวิเคราะห์ภาคการศึกษา:
การวัดประสิทธิภาพภายในของระบบการศึกษา)
ปิดท้ายวันกับ Dr. N.K. Mohanty ที่สอนให้เรามองโรงเรียนผ่านตัวเลขสถิติ
อาจารย์ย้ำเรื่องการดู "รอยรั่ว" ของระบบ เช่น อัตราการออกกลางคัน (Dropout)
ซึ่งตรงกับที่ผมตั้งใจไว้ว่า
จะกลับไปอุดรอยรั่วที่โรงเรียนบ้านคลองมะนาวให้ได้มากที่สุด
เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะเรียนจบไปพร้อมๆ กันอย่างมีคุณภาพ
มิตรภาพนอกตำรา
และประตูที่ชื่อว่า "ภาษา"
แม้ตารางเรียนจะลากยาวจนเกือบ 6
โมงเย็นจนสมองเริ่มบวมเบาๆ แต่ก็มีเรื่องให้ยิ้มได้ครับ
เมื่อเพื่อนจากรัสเซียมาเคาะประตูชวนไปหาของอร่อยทานกัน ผม อาจารย์สิรส
และเพื่อนชาวรัสเซีย รวม 3 คน จึงนั่งรถตุ๊กตุ๊กอินเดีย (Auto
Rickshaw) ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวเดลี
มื้อค่ำวันนี้เป็นมื้อที่วิเศษมากครับ
เราสั่งอาหารมาแบ่งกันทาน พูดคุยกันอย่างออกรส
ทั้งเรื่องระบบการศึกษาและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ
ทำให้ผมตระหนักว่าเราสามารถเรียนรู้โลกกว้างได้ทุกที่โดยไม่ต้องรอแค่ในห้องเรียน
ค่ำวันนี้สอนผมว่า "ภาษาอังกฤษ" คือกุญแจที่เปิดประตูสู่มิตรภาพจริงๆ
ครับ ถ้าผมไม่กล้าเปิดปากพูด มิตรภาพดีๆ จากอีกซีกโลกคงไม่เกิดขึ้น
ประสบการณ์วันนี้ทำให้ผมรู้ว่า... ยิ่งเราเปิดใจกว้างเท่าไหร่
โลกใบนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลงและเป็นมิตรกับเรามากขึ้นเท่านั้นครับ ️
[India Chapter: Espisod 10 บันทึกวันที่ 8
นิวเดลี — บทพิสูจน์ "หัวใจ"
นักการศึกษาไทยในเวทีโลก]
วันพุธที่ 8
เมษายน 2569 | ณ NIEPA, นิวเดลี
เช้านี้ที่นิวเดลีอากาศเป็นใจมากครับ
ฝนที่ตกหนักเมื่อคืนทำให้เช้านี้เย็นสบายและสะอาดตา
ผมมีโอกาสได้เดินสูดอากาศรอบสถาบันเพื่อจัดระเบียบความคิด
ก่อนจะเริ่มต้นวันเรียนที่ต้องบอกเลยว่า "หิน" ที่สุดวันหนึ่ง
เพราะวันนี้เราอัดแน่นถึง 4 วิชาหลักที่เปรียบเสมือนเข็มทิศของการบริหารโรงเรียน
ในฐานะนักการศึกษา วันนี้ผมได้ตกผลึกความรู้ในหลายมิติ:
• Stakeholders Engagement: ได้เรียนรู้ว่าโรงเรียนที่ยั่งยืนต้องสร้าง
"ความรู้สึกเป็นเจ้าของ" ให้กับทุกคนในชุมชน ไม่ใช่แค่การสั่งการจากห้อง
ผอ.
• Institutional Development Plan (IDP): การวางแผนยุทธศาสตร์ที่ต้องเริ่มจากความจริง
ไม่ใช่การเดา และต้องกล้าเลือกทำในสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน
• Educational Governance: การมองภาพรวมของการบริหารจัดการในระดับนโยบายที่ต้องเชื่อมโยงกับกระแสโลก
• Accountability: หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและการตรวจสอบได้
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของตัวเด็กนักเรียน
ข้อสังเกตและบทพิสูจน์:
เมื่อกำแพงภาษาไม่ใช่ข้อจำกัด. สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในห้องเรียนวันนี้คือ เพื่อนๆ
ผู้บริหารที่มาจากแถบทวีปแอฟริกาเขามีความโดดเด่นมากครับ พวกเขาแอคทีฟ
มีปฏิสัมพันธ์ และโต้ตอบกับอาจารย์ได้อย่างฉะฉาน
นั่นเพราะเขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ทำให้การนำเสนอและการตั้งคำถามทำได้แบบ 100%
แต่สำหรับผม... ผมต้องใช้ "ความพยายามที่มากกว่า"
แม้ผมจะประเมินความเข้าใจในเนื้อหาวิชาการได้ถึง 80%
แต่นั่นไม่ใช่เพราะผมเก่งภาษาอังกฤษเท่าพวกเขา หากแต่เป็นเพราะผมใช้ "ทักษะเฉพาะตัว"
และ "เทคโนโลยี" เข้ามาช่วย ผมใช้ AI ในการบันทึกเสียงและแปลความหมายในทันที
พร้อมกับใช้ทักษะการอ่านใจความและการสรุปความอย่างรวดเร็วเพื่อให้ทันท่วงทีกับเนื้อหาที่ไหลลื่นไป
นั่นหมายความว่า ประสาทสัมผัสของผมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นหลายเท่า ทั้งหูที่ต้องฟังอย่างตั้งใจ
ตาที่ต้องกวาดอ่านสิ่งที่ AI แปล
และสมองที่ต้องสรุปประเด็นออกมาให้ทัน
บทสรุปแห่งวัน
การเรียนรู้วันนี้ท้าทายมากจริงๆ ครับ
มันพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา
แต่ถ้าเรามีความพยายามและรู้จักเลือกใช้เครื่องมือที่ทันสมัย
เราก็สามารถยืนอยู่บนเวทีระดับสากลได้อย่างสมเกียรติ
ผมกลับมาที่ห้องพักด้วยความเหนื่อยล้า
แต่ในใจกลับเต็มอิ่มด้วยความภาคภูมิใจและที่สำคัญ...
ถึงวันนี้จะจบลงด้วยความเหนื่อย
แต่พรุ่งนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องเตรียมตัวเพื่อเรียนรู้อย่างหนักเช่นเดียวกันครับ
เพื่อเก็บเกี่ยวทุกอย่างไปพัฒนาการศึกษาบ้านเราให้ดีที่สุด ️
[India Chapter : Espisod 10 #สองโลกในเมืองเดียว ณ นิวเดลี] ️
วันที่ 9
เมษายน 2569 | นิวเดลี, อินเดีย
วันนี้ผมได้เห็น "ความจริง"
ของอินเดียผ่านมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง... เป็นวันที่ความหรูหราทันสมัยมาบรรจบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ดำเนินไปอย่างวุ่นวายได้อย่างน่าประหลาดใจ
️ ตุ๊กตุ๊กฝ่าฝุ่น...
สู่โลกอีกใบหลังบานกระจก
หลังเลิกเรียนเวลา 17:15 น.
ผมกับ อ.สิรส ตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศ นั่งรถตุ๊กตุ๊ก (Auto Rickshaw) คู่ใจฝ่ากระแสการจราจรและเสียงแตรอันเป็นเอกลักษณ์ของนิวเดลี
มุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้าด้วยค่าโดยสารไป-กลับ 500
รูปี
วินาทีที่ก้าวเข้าไปข้างในห้างสรรพสินค้า
ความวุ่นวายบนท้องถนนดูเหมือนจะถูกตัดขาดไปทันทีครับ ผมได้สัมผัสกับความหรูหรา
สะอาดสะอ้าน และความทันสมัยระดับสากล ผู้คนที่นี่ดูมีฐานะทางการเงินที่มั่งคั่ง
เดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ดังอย่างสบายอารมณ์
ซึ่งภาพเหล่านี้สะกิดใจผมให้ฉุกคิดถึงสัจธรรมอย่างหนึ่ง...
สัจธรรมระหว่างชนชั้น:
บทเรียนนอกตำรา
ภาพที่เห็นคือความต่างที่ชัดเจนครับ
ภายในห้างคือความมั่งมี แต่ภายนอกคือชีวิตที่ต้องดิ้นรน
ความแตกต่างระหว่างชนชั้นในอินเดียเป็นเรื่องที่สัมผัสได้จริง
แต่มันก็คือเรื่องธรรมดาของสังคมโลกที่มีทั้งคนรวย คนจน คนมั่งมี และคนลำบาก
ปะปนกันไปตามวิถีทางของมัน ในฐานะนักการศึกษา ภาพนี้ย้ำเตือนผมว่า
"การศึกษา" คือเครื่องมือเดียวที่จะช่วยสร้างโอกาสให้เด็กๆ
ของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าเขาจะเกิดมาในชนชั้นไหนก็ตาม
(แอบภูมิใจเล็กๆ ครับ เมื่อเดินไปเจอ "สินค้าไทย" ทั้งกะทิ
เส้นก๋วยเตี๋ยว และเครื่องแกงวางขายอยู่ในโซนซูเปอร์มาร์เก็ต เป็น Soft
Power ที่ทำให้คนไกลบ้านอย่างผมยิ้มออกได้จริงๆ
และทำให้เห็นว่าสินค้าไทยเราเป็นที่ยอมรับในระดับสากลขนาดไหน)
บทสรุปห้องเรียน
แม้บรรยากาศภายนอกจะชวนให้ขบคิด
แต่ในห้องเรียนวันนี้ก็เข้มข้นจนนาทีสุดท้ายครับ เพราะเป็น
"วันสุดท้ายของรายวิชาหลัก (Main Sessions)" ผมได้รับความรู้จากศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
เพื่อเติมเต็มทักษะการบริหารให้สมบูรณ์:
1. Time and Stress Management: ศาสตร์การบริหารเวลาและจัดการความเครียดสำหรับผู้นำ
2. Gender and Education: มิติความเท่าเทียมทางเพศที่เป็นรากฐานของความยุติธรรมในโรงเรียน
3. Organizational Diagnosis in Education: การวินิจฉัยองค์กรเพื่อการพัฒนาที่ถูกจุด
4. Quality Assurance in Education: การสร้างระบบประกันคุณภาพสู่มาตรฐานสากล
วิชาเหล่านี้คือบทสรุปที่สวยงามของการเรียนรู้ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา
ก้าวต่อไปพรุ่งนี้ที่ยังต้องลุยต่อ
การเรียนรู้วันนี้จบลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยข้อคิดและพลังใจครับ
แม้ช่วงวิชาหลักจะจบลงแล้ว
แต่พรุ่งนี้ก็ยังเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องเตรียมตัวและเรียนรู้อยเช่นเดิม
เพื่อเก็บเกี่ยวทุกหยดหยาดความรู้ให้คุ้มค่าที่สุดก่อนเดินทางกลับเมืองไทยครับ ️
The India Chapter: Last Episode #บทสรุปความร่วมมือเครือข่ายวิชาการนานาชาติ
]
วันศุกร์ที่ 10
เมษายน 2569 | สถาบัน NIEPA,
นิวเดลี, ประเทศอินเดีย
ในที่สุด วันที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในฐานะนักบริหารการศึกษาก็มาถึงครับ
วันนี้คือวันสำเร็จการศึกษาในหลักสูตร "International Programme on
Institutional Planning for Heads of Educational Institutions" (IPHEI) ณ
สถาบัน NIEPA ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง
รัฐบาลอินเดีย ผ่านทางโครงการ ITEC และ รัฐบาลไทย โดย
กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) รวมถึง กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ.
ที่มอบโอกาสให้ผมได้พัฒนาตนเองในระดับสากล
โอวาทอันทรงคุณค่าจากท่านอธิการบดี
ในพิธีปิดวันนี้
ผมได้รับเกียรติอย่างสูงในการรับฟังโอวาทจาก Prof. Shashikala Wanjari,
Hon’ble Vice Chancellor of NIEPA ท่านได้เน้นย้ำเรื่องความสำคัญของ
ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) และการนำความรู้ไปปรับใช้อย่างไร้พรมแดน
เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Change) ต่อเยาวชนและสังคม
มิตรภาพไร้พรมแดนจากนานาชาติ
สิ่งที่ล้ำค่าไม่แพ้วิชาการ
คือการได้สร้างเครือข่ายกับเพื่อนผู้บริหารจากหลากหลายทวีปทั่วโลก
มิตรภาพเหล่านี้คือ "ทุนทางปัญญา" ที่จะคงอยู่ตลอดไป
และเป็นเครื่องยืนยันว่าการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนและสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
มิตรภาพผ่าน
"ผ้าขาวม้า" และความภูมิใจในฐานะพ่อ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ
ผมได้มอบ "ผ้าขาวม้า" อัตลักษณ์ภูมิปัญญาไทยจากสระแก้ว
ให้แก่ท่านอธิการบดี เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้น
ความสำเร็จในวันนี้ยังมีความหมายเป็นทวีคูณ เพราะตรงกับ
"วันเกิดของลูกชายผม" พอดิบพอดี
ผมจึงขอมอบวุฒิบัตรใบนี้และความภาคภูมิใจทั้งหมด
เป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกชายจากนิวเดลี
ให้เขาได้เห็นว่าการศึกษาและการพัฒนาตนเองนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
ขอบคุณคณาจารย์ผู้ประสานงาน
ขอขอบคุณคณาจารย์ทุกท่าน โดยเฉพาะ Dr.
Mona Sedwal (Programme Coordinator), Prof. Neeru Snehi (Programme Director) รวมถึง
Mr. Saniru, Dr. Rana และ Dr. Ramurachi ที่ดูแลพวกเราอย่างดีที่สุด
ผมพร้อมนำประสบการณ์นี้กลับไปพัฒนา โรงเรียนบ้านคลองมะนาว และ สพป.สระแก้ว เขต 2
ให้ก้าวไกลสืบไป
ลาก่อนนิวเดลี... พบกันใหม่ประเทศไทยครับ!
Special Episode: บันทึกส่งท้าย... #สัมผัสเสน่ห์วิถีเดลี ณ Dilli Haat] เดินตลาด-ชมศิลป์-ชิมรสชาติอินเดีย
ก่อนจะอำลาอินเดียและเดินทางกลับบ้านมีโอกาสออกไปสัมผัสประสบการณ์
"อินเดียแบบถึงแก่น" อีกครั้งที่ Dilli Haat (INA) ซึ่งเป็นตลาดที่รวบรวมงานศิลปะและสินค้าหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงจากทุกรัฐทั่วอินเดียมาไว้ในที่เดียวครับ
มนต์เสน่ห์แห่งศิลปะและวิถีชีวิต
ที่นี่ไม่ใช่แค่ตลาด
แต่คือแหล่งรวมผลงานศิลปะท้องถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาของคนอินเดีย
ผมได้เห็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนและมีเอกลักษณ์
รวมถึงได้สังเกตวิถีชีวิตการค้าขายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เป็นการเปิดโลกทัศน์เรื่อง Soft Power ของอินเดียได้อย่างน่าสนใจมากครับ
สีสันบนท้องถนนและรสชาติอาหาร
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ลืมไม่ได้คือ
"วิถีการใช้รถใช้ถนน" ของที่นี่ครับ
ความวุ่นวายที่มีระเบียบในแบบของตัวเอง เสียงแตรที่เป็นเอกลักษณ์
และการได้ลองชิมอาหารท้องถิ่นในบรรยากาศตลาดจริงๆ
เป็นรสชาติชีวิตที่ทำให้ผมประทับใจอย่างบอกไม่ถูก
ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต
การได้มาเดินตลาด ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนเดลี
และได้เลือกชมสินค้าประจำถิ่นก่อนกลับ ถือเป็นกำไรชีวิตที่ล้ำค่ามากครับ
มันไม่ใช่แค่การมาทำภารกิจทางการศึกษา แต่คือการได้ "เข้าใจ"
จิตวิญญาณและความหลากหลายของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้
อินเดียครั้งนี้... ประทับใจจนหยดสุดท้ายจริงๆ
ครับ!
ขอบคุณทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต
ที่สอนให้เราเรียนรู้… และเติบโต
โลกกว้างขึ้นจากการเดินทางและมิตรภาพ
ไปไกลแค่ไหน…
“บ้าน” คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
BKM
Blog Category
ล่าสุด
-
โรงเรียนบ้านคลองมะนาวจัดกิจกรรมนิเทศการเรียนรู้ “หน่วยข้าว” ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 โรงเรียนบ้านคลองมะนาว สัง... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จัดโครงการส่งเสริมความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นในโรงเรียน เสริมทักษะรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างปลอดภัย วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โรงเรียนบ้านคลองมะนาว สัง... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาว เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายวีชัย นนทการ ผู้อำนวยก... -
พัฒนาทักษะการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา นายวิชัย นนทการ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองมะนา... -
วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ โรง...