คนไทยหางานในอเมริกา - เครือบ้านคนไทย Jason Nontakan · 28 กรกฎาคม 2021 · ?️?️?️แชร์ประสบการณ์การทำงานและชีวิต(ส่วนตัว)ในอเมริกาครับ
แชร์ประสบการณ์การทำงานและชีวิต(ส่วนตัว)ในอเมริกาครับ
หลายคนมีความฝันอยากไปทำงาน เริ่มต้นชีวิต สร้างโอกาสให้กับตัวเองในดินแดนของความฝัน
และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ขอเล่าจากประสบการณ์ของผม ในทัศนะของผมเพื่อเป็นวิทยาทานให้กับทุกคนครับ
ทุกวันนี้ ผมเป็น ผอ.รร.ของรัฐแห่งหนึ่งที่ประเทศไทย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548 ผมเป็นครูบรรจุใหม่ยังไม่พ้นทดลองราชการ เงินเดือนบรรจุครั้งแรก ขณะนั้น 7,630 บ.
เดือน สิงหาคม ปี 2550 ผมเป็นวันที่ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ และหาโอกาสให้กับตัวเอง เป็นคนล่าฝัน หวังสร้างอนาคตใหม่ให้ตัวเองในประเทศที่หลายๆคนอยากจะเดินทางมา "อเมริกา"
1.อยากจะมีฐานะที่ดีขึ้น ร่ำรวย เป็นนักขุดทองในเมืองนอก
2.ได้ประสบการณ์ใหม่ๆได้ เรียนภาษาและท่องเที่ยว
หลายๆคนยินดีกับผมที่จะได้โอกาสเดินทางมาใช้ชีวิตที่อเมริกา แต่ก็มีคนบางกลุ่มคิดเสียดายงานราชการของผม เมืองไทยน่าจะเป็นอาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการและอื่นๆให้ตนเอง และครอบครัวได้ดีกว่า แต่ผมก็เลือกที่จะเดินทางมาอเมริกาตามใจที่ใฝ่ฝัน
2550-2554 ในอเมริกา
จบการศึกษา ป.ตรี ภาษาสื่อสารได้ แต่ไม่ดี ฟังยังไม่เข้าใจดีมากนัก (อ่อน)
พอถึงอเมริกา ช่วงปรับตัวและ ว่างงานอยู่ประมาณ 3 เดือน ได้ไปเที่ยวที่ต่างๆ ตื่นตาตื่นใจ มีความสุขกับชีวิตอยู่ระดับหนึ่ง เพราะอะไร ก็จะเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปหมดสำหรับผม
เข้าเดือนที่ 4 ต้องการงานทำ อยากมีรายได้
งานแรก - งานเป็นแรงงานทำแว่นตา คอนเทคเลนส์ จ่ายค่าแรงงาน ชม.ละ $8.00 ไม่มีคนไทย เจ้าของเป็นชาวอเมริกา ผิวขาว นิสัยดี เพื่อนร่วมงาน 2 คน เป็นพูดภาษาสเปน เวลาสอนงานเป็นภาษาอังกฤษ ผมไม่เข้าใจ คือเป็นบริษัทที่ทำคอนเทคเลนส์ให้กับคนไข้ ตามออเดอร์ มีใบสั่ง แล้ว เราก็ทำตามใบสั่ง ต้องทำงานกับเครื่องจักร และอ่านข้อความภาษาอังกฤษ ซึ่งผมไม่เข้าใจ ตอนทำงานจึงมีความเครียด ด้วยเพราะไม่เข้าใจภาษาและ วัฒนธรรมการทำงาน และทำวัสดุเสียหลายชิ้น เกิดความรู้สึกผิดว่าทำของดีๆ เขาเสียหาย ทำได้ 8 วัน ช่วงพักเบรค เขียน ข้อความ 4-5 ประโยค ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ไปยื่นให้เจ้านายผู้หญิง ชาวอเมริกันผิวขาว ไม่รู้ว่า เขาเป็นใคร เป็นเจ้าของ หรือ เป็นหัวหน้า (supervisor) ไม่รู้ตำแหน่งอะไร เขียนประมาณว่า
"ขอบคุณที่ให้โอกาสผมทำงานที่ดี ผมคิดว่า ผมไม่เหมาะกับงานที่นี่ เพราะภาษาผมไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าใจทำงาน อาจจะทำให้งานคุณเสียหาย จึงขอลาออก ผมจะไปฝึกภาษา หากผมพร้อมกว่านี้ ผมจะกลับมาใหม่ ขอบคุณครับ"
ผู้หญิงคนนั้นพูดตอบกลับ ยิ้มๆ ฟังไม่รู้เรื่องผมฟังไม่ทัน ไม่ออก และเดินกลับบ้าน
ว่างงานอยู่ 1 อาทิตย์ ก็ไปหาเอเจนซี่จัดหางาน ผ่านไป 1 อาทิตย์ เขาก็เรียกไปทำงาน ตอนกรอกสมัคร เขาผมก็เขียน open positions งานอะไรก็ได้ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
แล้วก็เริ่มงานที่ 2 เป็นงานจัดของ ในสต็อก ในงาน warehouse อันนี้ ทำงานวันแรกทำงาน ผมก็ออกเลย คือ ได้ไปทำงานกับคนผิวสี 4 คน(ไม่ได้เหยียดนะครับ) อีกเหมือนเดิม ผมไม่มีเพื่อนคนไทย ผมเป็นเอเชียคนเดียว และไม่เข้าใจเวลาเขาพูดกัน และเห็นเพื่อนร่วมงานกลุ่มนั้น แอบเอาขนมใส่กระเป๋า ผมกลัว 555 ว่า จะโดนเจ้านายเห็น และโดนหางเลขไปด้วย เลยทำงานได้ครึ่งวัน กระอักกระอ่วนใจ ไม่ไหวจริงๆ เลยพักเบรค เดินออกจากงาน เดินกลับที่พัก
ระหว่างเดินทางกลับบ้านก็คิดในใจว่า
" ว่าทำไมผมไม่สู้งาน ทำไม่อดทน กว่าจะมาอเมริกาได้ มันยากขนาดไหน และโอกาสหาเงินอยู่ด้านหน้า ทำไม่ทำให้สมกับความตั้งใจก่อนมา"
เชื่อไม่เชื่อ ก็เหมือนฉากหนังโรแมนติก เดินทางกลับบ้านผ่านสายฝนปรอยๆ ลมอ่อนๆ มีกระดาษการบ้าน หรือใบงานเด็กประถมนี่ละปริวมา เป็นวิชาเลข มันช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้...หวนคิดถึงเมืองไทยเลย..
ในใจเริ่มคิดถึงบ้าน พ่อแม่ เพื่อน งานที่เคยทำในเมืองไทย
วันต่อมา มากรอกสมัครงานที่เอเจนซี่ที่เดิม และไม่นานก็มีงานใหม่ เรียก
งานที่ 3 ทำงานกะกลางคืน ตั้งแต่ 4โมงเยน ถึงประมาณ ตี 2 ได้ค่าแรงขั้นต่ำ $8.00 ไม่ต้องใช้ภาษามาก เป็นงานใช้แรงงาน เเพ็คบรรจุภัณฑ์ขนมเด็ก วิตามิน ต่างๆ งานนี้ทำอยู่ 4 เดือนน่าจะได้ เพื่อนทำงานเป็นคนอเมกันผิวขาว ดำ ลาติโน เวียดนาม เยอะมาก...
เพื่อนๆ อาจจะถามว่าทำไมถึงนานกว่างานที่ 1-2 เพราะประสบการณ์สอนว่า "เราต้องอดทนต้อง ทำงานหาเงิน"
ผมไม่ได้สนใจอะไรและอยากได้รถมือสอง ไว้ไปเรียนและความสะดวก งานดีไหม?
งานที่ทำคงเรียกได้ว่าทำงานโรงงานนั่นละครับ ทุกๆวันก็มีแต่ฝุ่นขนมติดตามตัว มอมแมม กลับบ้านถึงบ้านตี 4 ตี 5 ทุกวัน กินข้าวห่อไปจากบ้าน ทำงานไป ก็คิดไป เรื่อย อยากมีงานดีๆ อยากเก่งภาษา อยากทำงานออฟฟิส ใส่ชุดดีดี เหมือนในหนังฝรั่ง หรือตามที่เคยจินตนาการ อยากมีเงินเยอะ อยากส่งให้ทางบ้านพ่อแม่ใช้
มาอยู่จะเป็นปี ยังไม่ได้ส่งเงินทางบ้านเลย คิดไปเรื่อยเปื่อย
มีประโยคหนึ่งของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งชาวเวียดนามว่า
"why are you here, man? Go to school and find better job'
น่าจะรุ่นลุง ที่ทำงานที่นี่กว่า10 กว่าปี แนะนำให้ผมไปเรียนหนังสือ และหางานดีดีทำ มันสะกิดใจ
ทำงานที่นี่จนกระทั่งมีเงินเก็บประมาณ $2,000 เหลือจากหักภาษี การกิน อยู่ ใช้จ่าย (ไม่ได้ส่งทางบ้าน) และได้ซื้อรถมือสอง ซื้อต่อจากคนลาว กำลังกลับประเทศลาว เมื่อได้รถแล้วก็ ลาออกจากงาน หางานทำใหม่ เป็นงานกลางวัน ช่วงเย็นได้ไปเรียนภาษาภาคค่ำ
และได้สมัครงานที่ บริษัทจัดหางานอีกเหมือนเดิม ไม่นานก็มีงานเรียกให้ไปทำ
งานที่ 4 เป็นงานชั่วคราว ตำแหน่ง receiving คือ ตำแหน่ง เป็นคนงานยกของ เปิดกล่อง
อุปกรณ์การทำงานไม่ใช่ปากกาที่จับไว้สอนเด็กที่เมืองไทย แต่ มีมีดโกนหนึ่งอันไว้กรีดกล่อง เปิดนั่นเอง ...
ค่าแรงขั้นต่ำอีกเหมือนเดิม ทำงานส่วนใหญ่เป็นเพื่อนชาวเม็กชิกัน พูดสเปนกัน
ทำงาน 7.00-14.00 น.จันทร์ถึงศุกร์ และได้ไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษ วิทยาลัยชุมชนใกล้บ้าน เรียนฟรี จ่ายเงินแค่ชื่อหนังสือเอง ไปสมัครเรียน มีการสอบวัดความรู้ระดับ ได้เข้าเรียน ได้เจอเพื่อนใหม่ต่างชาติ หลายไปประเทศ ที่ภาษากระท่อนกระแท่นเหมือนกัน พูดผิดถูก ไม่มีใครว่าไร ครูฝรั่งก็ใจดีครับ
และได้เจอเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง และเอเชียหลายคน ตื่นเต้นดีจัง เมืองไทยไม่มีโอกาสได้เจอต่างชาติหลายๆ ประเทศในห้องเดียวกัน ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นตัวแทนประเทศไทยอย่างไงอย่างนั้นเลย
ผมมีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน และได้รู้จักคนหนึ่งปัจจุบัน 14 ปี แล้ว ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ เรียนที่นี่ได้ฝึกภาษา ได้เพื่อนได้ผ่อนคลายจากทำงาน คนที่มาเรียนก็คล้ายๆกัน คือ อพยพมาอยู่ใหม่ ทำงานกลางวัน ภาคค่ำมาเรียนภาษากัน ก็ดีไปอีกแบบ
สรุปคือ ทำงาน เช้าจนถึง 14.00 น.พอ 17.00 น.-20.00 น. ก็ไปเรียนภาษาอังกฤษภาคค่ำ เป็นแบบนี้อยู่เกือบ 8 เดือน ได้เงินไม่มาก แต่ได้เรียน เงินเก็บไม่มี แต่ละ pay checkได้อยู่ไม่มาก $600 กว่า เดือนได้ประมาณ $1200
หักค่าภาษี ค่านายหน้าหางาน หาประกัน ค่ารถ ค่าอยู่ค่ากิน เหลือประมาณ $200-$300 นี่แบบประหยัดครับ (6,000-9,000 บาท) บางเหล่อ 100 200 เหรียญเอง ทำได้สักพัก อยากมีรายได้เพิ่ม
และก็หางสนเพิ่ม ทำสองงานคือ
วันเสาร์ หางานร้านอาหารไทย และได้งานเป็นผู้ช่วยในครัว ทำทุกอย่างที่เจ้าของบอก ล้างจาน หั่นผัก ล้างห้องน้ำ (ได้เงินยู่ประมาณ $70-80 )
วันอาทิตย์ไปเป็นอาสามัครสอนภาษาไทย ที่วัดไทย ย่านชุมชนไทย
เอาเป็นว่า 7 วัน ไม่มีวันหยุดเลย ทำตัวยุ่งตลอด
ผ่านไป ปีกว่ากับงานนี้ ยังมองไม่เห็นว่าจะรวยได้เงินเยอะ จึงเลิกเรียนภาษา เพราะเรียนก็ไม่ได้อะไร เพราะไม่ได้คิดจะเรียนต่ออะไร เอาเรียนพอพุดคุยได้ ทำงานได้พอ จึงหยุดเรียน และหางานทำอีกงาน
สรุป 2 ปี มาหยุดที่ งานที่ 4 ตำแหน่ง พนักงานรับของ ขนของ (Receiving) ตารางทำงานดังนี้
จันทร์ ถึง ศุกร์
6.00 น.ตื่น เตรียมตัว เดินทางไป
ทำงานเวลา
7.00-14.00 ค่าจ้างขั้นต่ำ $8 พนักงานเปิดกล่อง
14.00-15.30 น.กลับบ้านพัก
17.00-23.00 ทำงานร้านอาหาร ผู้ช่วยในครัวทำทุกอย่าง $60-80 ต่อวัน
01.00 น กลับบ้านนอน เหนื่อยทันที
ทำงานที่นี่ได้เจอพี่สาวคนสู้ฝันอีกคน ทำงานด้วยกันปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยไปล่ะ)
05.00 เตรียมตัวไปทำงาน
วันเสาร์ ทำงานร้านอาหารอีกที่นี่ ทั้งวัน จนค่ำ
อาทิตย์ นั่งรถไฟ Amtrack จากบ้านไปวัดไทยเพื่อทำงานเป็นครูอาสาสมัคร ออกจากบ้านแต่เช้า นั่งรถเมล์ ไปขึ้นรถไฟ ขึ้นรถเมล์ ไปถึงวัด
ทำแบบนี้ตลอด จนร่างกายไม่ไหว เป็นรองช้ำ เจ็บมาก จนไปฝังเข็มกับหมอจีน เพราะยืนนาน ทำงาน
เงินจาก โรงงานเอาไว้กินไว้ไว้ใช้ ไม่ได้มีเงินเก็บอะไร ทำงานร้านอาหาร ส่วนนี้เป็นเงินเก็บ
ในวันอาทิตย์ ถือเป็นหาพักผ่อน ได้ทำงานอาสา งานทำแล้วมีความสุข ได้เจอเพื่อนใหม่ เจอคนไทย และหลากหลายเรื่องราวแต่ละคน
เวลาผ่านไป ได้ตำแหน่งจากพนักงานเปิดกล่อง นี้ ก็เลื่อนมาเป็น พนักงาน QC ที่ทำงานเดิม อันนีัได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวม้ง กับคนลาว แนะนำและสอนงานให้ ตอนที่มีการสอบปฏิบัติ
ได้เงินเพิ่มมาเปน $9.00 มีหน้าที่ ต่อเครื่องเล่นวิทยุ กับเครื่องทดสอบว่าสินค้าดีดีหรือไม่
ทำงานนี้ มีหลากหลายจริงๆ มากจากหลายประเทศ คนผิวขาว คนเวียด คนลาว เขมร เม็กซิกัน ผมเป็นคนไทยคนเดียว ทำงานไป 2 ปี เงินขั้นมาอยู่ $9-$11 ผมจำไม่ได้
งานก็นั่งเก้าอี้ ทำแบบนี้้ ทุกวัน ระหว่างนี้ ก็มองหางานที่ดีกว่า ทำงานที่มันเหมาะกับเรา แต่งานร้านอาหารก็ยังทำอยู่ครับ
สุดท้าย ไปเจองานสอนภาษาไทย เมืองหนึ่ง รับสมัครตำแหน่งอาจารย์ ก้ไม่ผ่านการคัดเลือก แม่ว่าจบ ป.ตรี เป็นครู มีประสบการณ์ แต่คุณสมบัติไม่น่าจะดีพอ จึงพลาดงานนี้ไป
ตอนทำงานมีมีฝฝเพื่อนร่วมงานคนทำงานในไล เดียวกัน เป็นชาวเวียดนาม อพยพมา 20 กว่าปีก่อน ทำงานตำแหน่งเหมือนกัน คุยกันไปทำงานไป เรื่องชีวิตในเมกา มันก็ยากที่จะร่ำรวย
ท้ายที่สุด จึงตัดสินใจกลับเมืองไทย สอบบรรจุครู อีกครั้ง ได้เป็นครู และเรียนต่อ โท บริหารการศึกษา ที่เมืองไทย สอบบรรจุครู และสอบจนเป็น ผอ รร ทุกวันนี้ แต่งงานมีครอบครัว ลูกสาว ลูกชายที่น่ารัก กับพ่อแม่พี่น้อง สร้างบ้าน ซื้อรถ ดูแลพ่อแม่
นึกถึงเมกาทีไร มันให้ประสบการณ์มากมาย และสุขใจและอีกหลายอารมณ์
ในวันที่จะกลับเมืองไทย หลายคนก็เสียดายโอกาสที่ผมได้ทำงานในอเมริกา แล้วก็จะกลับเมืองไทย ขณะที่หลายๆคนอยากได้โอกาสนี้ ยังมีโอกาสอีกมากมาย แต่ทำไมผมไม่เลือกจะอยู่ต่อ สุดท้ายผมก็เลือกเส้นทางชีวิตใหม่อีกครั้ง.....ที่เมืองไทย
วันสุดท้ายงานเลี้ยงส่งผม ผมได้พุดว่ากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ว่า
"ผมอาจจะเหมาะกับการมีชีวิตและทำงานที่ประเทศไทย ช่วยเหลือเด็กไทย และให้โอกาสรับรู้ กับประสบการณ์ที่ผมมีแก่พวกเขา ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน และอเมริกาที่ให้ประสบการณ์ที่ดีกับผม"
ทุกคนมีความฝัน และจงเดินตามฝัน และทำตามหัวใจเรียกร้อง ไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะสำหรับนักสู้ แต่ประสบการณ์ของเราที่เราได้พบเจอต่างหากจะเป็นคำตอบให้กับโจทย์ในใจเราว่า "เราเหมาะกับตรงจุดในบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขและมีคุณค่ากับคนอื่นรอบข้าง"
จงตั้งใจ อดทน พยายาม และยอมรับกับการตัดสินใจ อย่านึกถึงอดีตที่ทำให้คุณต้องหยุดฝัน อย่างตัวผม ผมใจร้อน อยากร่ำรวย มีเงินมีทองในเวลาอันสั้น ซึ่งมันไม่ง่ายเลย ทุกอย่างต้องใช้ "เวลา" และ "โอกาสและจังหวะชีวิต" เหมือนหลายไปคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่นี่ ... ก็มีเยอะแยะไป
BKM
Blog Category
ล่าสุด
-
คนไทยหางานในอเมริกา - เครือบ้านคนไทย Jason Nontakan · 28 กรกฎาคม 2021 · ?️?️?️แชร์ประสบการณ์การทำงานและชีวิต(ส่วนตัว)ในอเมริกาครับ คนไทยหางานในอเมริกา - เครือบ้านคนไทย Jason Non... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาวจัดกิจกรรมวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569 โรงเรียนบ้านคลองมะนาวจัดกิจกรรมวันอาสาฬหบูชาและ... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โรงเรียนบ้านคลองมะนาว จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาวจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพช่องปากและเคลือบฟลูออไรด์วานิช ส่งเสริมสุขภาพฟันนักเรียน วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โรงเรียนบ้านคลองมะนาว ได... -
โรงเรียนบ้านคลองมะนาวมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานความปลอดภัยในสถานศึกษา วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายวิชัย นนทการ ผู้อำนวย...